Saturday, October 6, 2007

New York Aquarium







์New York Aquarium เป็นอควาเรี่ยมของเอกชนที่มีขนาดใหญ่ อยู่ในเขตบรูคลิน นั่งรถไฟสาย D F N หรือ Q ไปจนสุดสายก็ถึง เป็นอควาเรี่ยมที่ตั้งอยู่หน้าชายหาดเหมือนอควาเรี่ยมทั่วไป ตรงเลียบหาดเป็นทางเดินปูด้วยไม้กระดาน กว้างประมาณ 10-12 เมตร มีศาลาขนาดใหญ่ให้นั่งพักก่อนถึงตัวหาด และด้านนอกโดยรอบของอควาเรี่ยมเป็นสวนสนุก มีชิงช้าม้าหมุน ประมาณว่ามาแล้วก็ให้สนุกกันให้ครบเครื่องโดยเฉพาะเด็กๆ ค่าเข้าชมภายในอควาเร่ียม ผู้ใหญ่ 12 เหรียญ
เด็ก 8 เหรียญ และยังมีตั่วที่เรียกว่า last ticket คือตั๋วที่ขายก่อนอควาเรี่ยมจะปิด 45 นาที ซึ่งอันนี้เราไม่ทราบราคา จุดขายของที่นี่คือวอลรัสและแมวน้ำ ซึ่งน่ารักจริงๆ ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงฉลองลูกวอลรัสเกิดใหม่ มีกิจกรรมฉลองหลายอย่าง โดยเฉพาะที่เด็กนิยมคือการเพ้นหน้าเป็นวอลรัส เด็กๆเข้าคิวกันยาวเหยียด และยังมีการเล่านิทานเกี่ยวกับสัตว์ ในอควาเรี่ยมคนเล่า เธอมีทักษะในการเล่า ชนิดที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆนั่งฟังแล้วไม่อยากลุกขึ้นไปไหน อควาเรี่ยมแบ่งเป็น 5 อาคาร หันหน้าเข้าหากัน บริเวณตรงกลางเป็นลานโล่งไว้ให้นั่งอาบแดดและกิจกรรมกลางแจ้ง รวมทั้งเดินดูเพนกวิน วอลรัส และแมวน้ำ ซึ่งมีส่วนตู้กระจก ที่ให้เดินดูด้านล่างด้วยเหมือนกัน ส่วนอีกสี่อาคารคือส่วนของฉลาม ปะการัง นิเวศชายฝั่ง ที่แสดงของสิงโตทะเล และโรงอาหาร เราเดินดูตั้งแต่เที่ยงจนถึงห้าโมงเย็นไม่เบื่อเลย โดยเฉพาะวอลรัสน่ารักมาก และมีการโชว์การให้อาหาร วอลรัสมีสามตัว คือพ่อ แม่และลูก ซึ่งเพิ่งอายุได้ 3 เดือนเท่านั้นเอง ตัวแม่มีขนาดใหญ่ 300 กว่าปอนด์ อายุถึง 25 ปีแล้วแยกอยู่ต่างหาก ส่วนตัวพ่อกับลูกอยู่ด้วยกันและว่ายน้ำคลอเคลียกันน่ารักจริงๆ เวลาวอลรัสคำรามเสียงดังและใหญ่เหมือนเสียงวัว
เวลาวอลรัสคำรามทีเด็กๆก็กรี๊ดเสียงดัง เป็นที่สนุกสนาน สรุปว่าทริปนี้แฮปปี้มากๆ แต่ยากจะบรรยาย น่ารักขนาดไหน ดูรูปล่ะกัน และยังได้เสื้อและหมวกที่เพ้นคำว่า New York Aquarium ไว้ระลึกถึง

Monday, October 1, 2007

Brooklyn Bridge













แมนฮัตตันเป็นเกาะวางตัวตามยาวแนวเหนือใต้ ด้านตะวันตกคือ Hudson

River และด้านตะวันออกคือ East River ที่มีสะพานเชื่อมต่อแผ่นดินใหญ่ด้วยสะพานหลายสะพานด้วยกัน และหนึ่งในสะพานแขวนที่เก่าแก่และคลาสสิคที่สุดเห็นจะเป็น Brooklyn Bridge ซึ่งเชื่อมต่อเกาะแมนฮัตตันกับ Brooklyn borough

Brooklyn Bridge มีงบประมาณในการสร้าง $15.1 ล้าน ใช้เวลาสร้างถึง 13 ปี โดยสร้างเมื่อปี 1970 และเปิดใช้เมื่อปี 1983 เมื่อตอนสร้างเสร็จ เคยเป็นสะพานแขวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาว 5,989 feet (1825 m) และเป็นสะพานแขวนแห่งแรกที่แขวนด้วยโครงสร้างเหล็ก (steel-wire suspension bridge) กว้าง 85 feet (26m) บรูคลิน บริดจ์สร้างด้วย หินปูน แกรนิต และ ซีเมนต์ที่ขึ้นชื่อจากเมืองเล็กๆที่ชื่อ Rosendale ในรัฐนิวยอร์คนี่เอง(ซีเมนต์จาก Rosendale ใช้สร้างเทพีเสรีภาพด้วยเหมือนกัน) บรูคลิน บริดจ์สร้างเป็นประตูโค้งแหลมสูงแบบศิลปะสมัย Gothic ซึ่งมีสามช่วงด้วยกัน สะพานได้รับการออกแบบโดย John Augustus Roebling ผู้ซึ่งเคยออกแบบสะพานแขวนมาแล้วหลายแห่งเช่น ที่ Pennsylvania, Texas, Ohio แต่โชคร้ายระหว่างที่ทำการสำรวจแม่น้ำเพื่อการสร้างสะพาน เขาประสบอุบัติเหตุจากเรือเฟอรี่ได้รับบาดเจ็บที่ขาและเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียงไม่กี่อาทิตย์เนื่องจากบาดทะยัก ลูกชายชื่อ Washington จึงได้สานต่อเจตนารมของเขา แต่ต่อมา Washington เกิดมีปัญหาสุขภาพคือเป็น Caisson เนื่องจากทำงานในที่ที่มีความดันสูงเป็นเวลานาน ภรรยาของ Washington ซึ่งเข้าใจเจตนาของสามีและพ่อสามีจึงมุ่งมั่นสานต่อ เธอศึกษาด้านวิศวกรรมและเป็นผู้ประสานงานถ่ายทอดจาก Washington ไปยังไซต์งานจนสะพานเสร็จลุล่วง ในวันเปิดสะพานเธอจึงเป็นคนแรกที่ได้รับเกียรติให้ข้ามผ่านสะพานแห่งนี้ และที่สะพานแห่งนี้ยังได้จารึกถึงความเสียสละของเธอไว้ด้วยเช่นกัน

สะพานบรูคลินไม่ได้ผ่านการทดสอบ Aerodynamic เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มี wind tunnel แต่การออกแบบของ Roebling ได้เผื่อความแข็งแรงของสะพานไว้ถึง 6 เท่า แต่ก็นั่นแหละหลังจากสร้างเกือบเสร็จก็พบว่าเคเบิลที่ใช้สร้างสะพานนั้นมีคุณภาพต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ที่เคยประเมินไว้ 6 เท่า จึงเหลือเพียง 4 เท่า เท่านั้น แต่ก็สายเกินไปที่จะเปลี่ยน จึงได้เพิ่มสายเคบิลจากตัว tower ลงมาอีกด้านละ 250 cables ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ได้ช่วยให้แข็งแรงขึ้นเลย แต่พวกเขาก็ปล่อยไว้อย่างงั้นเพราะพบว่า มันสวยดี

หลังจากที่มีการถล่มของสะพานที่เมืองเมนาโปลิส รัฐมินเนสโซต้าเมื่อไม่นานมานี้ สะพานบรูคลินได้รับการตรวจสอบ และบางส่วนของสะพานได้รับการจัดลำดับ “Poor” แต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสะพานก็ออกมาปฎิเสธความตื่นตระหนก ว่า คำว่า “poor” ไม่ได้หมายถึงไม่ปลอดภัย เพราะบางส่วนของสะพานเท่านั้นที่ต้องได้รับการซ่อมแซม (ได้ข่าวว่าที่มินาโปลิศก็ได้รับการวินิจฉัยเช่นนี้ก่อนถล่ม) ด้วยเหตุนี้สะพานบรูคลินจึงมีโครงการที่จะซ่อมแซมบำรุงและทาสีใหม่ด้วยงบประมาณสูงถึง $796 ล้าน โดยจะเริ่มในปี 2009

เคยมีเหุตการณ์ยิงรถแวนที่บรรทุกชาวยิวบนสะพานบรูคลิน โดยคนยิงเป็นชายชาวเลบานอน การยิงกันดังกล่าวกระสุนปืนได้ไปถูกนักเรียนอายุ 16 ปีคนหนึ่งคือ Ari Halberstam ซึ่งได้เดินเที่ยวกับเพื่อนอยู่บนสะพาน เขาเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน มือปืนถูกจับได้และโดนศาลสั่งลงโทษจำคุก 141 ปี เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อปี 1994 ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ได้สรุปคดีว่าเกิดจากการแข่งรถกับบนสะพานแล้วเกิดการยิงกัน แต่ FBI เพิ่งรื้อการสอบสวนและสรุปคดีในปี 2000 ว่าเป็นขบวนการก่อการร้าย ชื่อของ Ari Halberstam ได้ถูกจารึกไว้ไว้ที่สะพานทางฝั่งเกาะแมนฮัตตันเพื่อไว้อาลัยแก่เหยื่อการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นบนสะพานประวัติศาสตร์

ปัจจุบันสะพานบรูคลินมีการแบ่งเป็น 6 ช่องทาง สำหรับรถยนต์ 4 ช่องทาง (ซึ่งเฉพาะรถยนต์ส่วนตัวเท่านั้น ห้ามcommercial car) โดยแบ่งเป็น ซ้ายสองช่องทาง ขวาสองช่องทาง ส่วนสองช่องทางตรงกลางเป็นทางจักรยานและคนเดินเท้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักปั่นจักรยานและนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเก็บภาพเป็นที่ระลึก เพราะที่นี่ถือว่าเป็น National landmark เลยทีเดียว เราเจอหนุ่มสาวคู่นึงมาจูบกันเป็นที่ระลึกที่นี่ด้วย (สวีทกันซะจริงๆ) จากสะพานบรูคลินสามารถมองเห็นยอดตึก The Empire state และ Chrysler และมองเห็นเทพีเสรีภาพอยู่ไกลๆ ทางด้านใต้ของเกาะแมนฮันตัน ยิ่งตอนกลางคืนสวยมากจริงๆ ที่นี่มีบริการนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมมหานครนิวยอร์ค ซึ่งคนนิยมกันมาก แต่ละที่มีคนรอคิวกันยาวเหยียด ค่าบริการก็คิดเป็นระยะเวลาที่ขึ้นบินและ บริเวณที่บิน ราคาต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ $120 เวลาขึ้นบิน 10-12 นาที ไม่รวมค่าธรรมเนียมต่างๆอีกประมาณ $30 (ซึ่งแพงกว่าที่ Newport, Rhode Island ที่นั่นราคาต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 50 เหรียญไม่รวมค่าธรรมเนียม) เราก็แค่มีข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ซื้อบริการอะไรกับเขาหรอก เที่ยวแบบลูกทุ่งๆมากกว่า จากสะพานบรูคลินไปไม่ไกลนั่งรถไฟแป๊บเดียวก็ถึงเทพีเสรีภาพ สวยงามและน่าประทับใจแค่ไหน เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟัง

ว่าด้วยเรื่องรถไฟในนิวยอร์ค

เราเดินทางมาทำงานก็ค่อนข้างสะดวก เพราะทั้งรถไฟ และซับเวย์ที่นี่สะดวกมาก และเลือกได้หลายทาง หากต้องการดูวิวสวยๆต้องนั่ง M train (ซึ่งสถานีอยู่หน้าบ้าน) มองวิวตอนข้ามมาเกาะแมนฮัตตันสวยอย่าบอกใคร หลังจากนั้นค่อยต่อ ซับเวย์สาย 4 หรือ 5 หรือ 6 มาอีกสองสถานี มาลงที่สถานีแกรนด์เซ็นทรัลซึ่งใหญ่มาก (หากมีโอกาสจะเขียนต่างหาก) แล้วก็เดินมายังยูเอ็น

แต่ M train เป็น local ก็จะวิ่งช้า หาก เราต้องการเร็วๆ ก็นั่งจากบ้านมาสามสถานี แล้วมาต่อ ซับเวย์ สาย L แล้วค่อยต่อสาย 4 หรือ 5 มาลงที่สถานีแกรนด์เซ็นทรัล แต่ถ้าวันไหนขี้เกียจเดินหลังจากลงจากสาย L แล้วก็ต่อรถเมลล์มาลงหน้าตึกยูเอ็นเลย

หลังจากลองนั่งแต่ละแบบ เราชอบนั่งรถไฟ M train ข้ามแม่น้ำมากที่สุด เพราะสวยและไม่ต้อง transfer หลายต่อ เพราะพอนับเวลาที่ต้องเดินไปต่อและรอรถไฟแล้ว ก็พบว่าใช้เวลาเท่ากัน คือประมาณ 40-45 นาที แถมไม่เหนื่อยและชมวิวไปด้วย โดยเฉพาะตอนกลางคืนสวยจริงๆ

ค่าตั๋วรถไฟที่นี่เข้าไปในระบบครั้งละ $2 แต่สำหรับคนที่ใช้บ่อยๆก็มีหลายๆแบบให้เลือก เช่น รายวันรายสิบวัน รายสัปดาห์ แต่เราเลือก metro card แบบรายเดือน unlimited ราคา $76ซึ่ งสามารถใช้กี่ครั้งก็ได้ไม่จำกัดภายในสามสิบวันทั้งรถไฟ ซับเวย์ และรถเมล์ เงื่อนไขการใช้แต่ละครั้งคือหากออกจากระบบมาแล้ว จะกลับเข้าไปอีกได้ต้องหลังจากสิบห้านาทีไปแล้ว เราเคยนั่งผิดต้องออกจากระบบ เมื่อบอกเจ้าหน้าที่ เขาก็ให้กลับเข้าไปที่ประตูฉุกเฉิน

ระบบการเข้าสถานีรถไฟที่นี่ก็คล้ายๆกับบ้านเราหรือที่ญี่ปุ่นแต่ออกจะโบราณกว่านิดหน่อยคือ ต้องใช้การ์ดรูดผ่านตัวอ่านการ์ดซึ่งยาวประมาณหนึ่งคืบ ไม่สามารถแปะแล้วอ่านได้เลยเหมือนบ้านเรา (ของบ้านเราไม่ต้องเอาการ์ดออกจากกระเป๋าด้วยซ้ำ) ประตูที่ต้องผ่านก็เป็นแบบเหล็กสามขาหมุน เมื่อรูดการ์ดผ่านก็ไปผลักเหล็กเดินเข้าไป บ้านเราทันสมัยกว่าเยอะคือเป็นประตูเปิดอัตโนมัติ อย่างที่นี่หากผลักผิดจังหวะก็ต้องรูดการ์ดใหม่ซึ่งหากช่วงเร่งด่วนคงโดนคนข้างหลังบ่นเข้าให้ เราเคยเห็นผู้โดยสารคนหนึ่งต้องยืนเพื่อรูดการ์ดให้ผ่านอยู่หลายรอบ เนื่องจากว่าหากการ์ดไม่ผ่านต้องใช้ช่องเดิมจนกว่าจะผ่าน หากเปลี่ยนไปอีกช่อง ระบบจะคิดเงินทันที และอีกครั้งที่สถานีแกรนด์เซ็นทรัล มีผู้โดยสารคนหนึ่งรูดการ์ดไม่ผ่าน ขณะที่ภรรยาผ่านไปแล้ว ภรรยาก็ยืนด่าเสียงดัง ไม่รู้เป็นภาษาอะไร อาจจะเป็นโปลิส แต่ที่แน่ๆ คนต่อแถวกันยาวมาก ตาคนนั้นก็ยังผ่านไม่ได้ ไม่รู้ว่าแกโดนเมียด่าจนทำอะไรไม่ถูก หรือแกประหม่าที่คนเยอะๆ หรืออีกทีแกอาจจะตั้งใจก็ได้ ใครจะรู้ เราหยุดยืนดูแป๊บนึง เห็นไม่มีทีท่าว่าแกจะผ่านไปได้ก็เลยเดินจากมา ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายเป็นยังไง แต่รถไฟที่นี่ที่สะดวกคือตอนออกก็ออกได้เลยไม่ต้องใช้บัตร เพราะค่ารถไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทาง

ที่สถานีรถไฟก็มีผู้คนค่อนข้างหลากหลายและพลุกพล่าน อย่างที่ grand central คนเดินกันเยอะจนแทบจะเมาคน แต่ที่ไม่เหมือนญี่ปุ่นคือการเดินของคนญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นระเบียบและมีกติกาทางสังคมที่ใช้กันจนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำตาม เช่นการเดินชิดข้างใดข้างหนึ่งในแต่ละสถานี การยืนชิดขวาบนบันไดเลื่อน เพื่อให้มีช่องว่างสำหรับคนที่ต้องการเดินอย่างเร่งรีบ การเคลื่อนที่ของผู้คนในสถานีรถไฟญี่ปุ่นจึงดูเหมือนฝูง anchovy ดูเป็นเนื้อเดียวกันและไหลไปอย่างรวดเร็ว แต่ที่นิวยอร์คทุกคนดูรีบเร่ง วุ่นวายและไร้ระเบียบ แต่ก็เป็นอีกสีสันนึงเนื่องจากว่าที่นี่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คน ทั้งผิวดำผิวขาว ผิวเหลือง ผมดำผมทอง สารพัดที่มาที่ไป เคยเจอคนขอทานในตู้รถไฟ ตัวใหญ่และแต่งตัวเหมือนแฮกริดในแฮรีพอตเตอร์เลย หน้าตาก็คล้าย แต่ดูสกปรกและน่ากลัวมากกว่าใจดี แถมมีการขอเงินคนในตู้รถไฟด้วยคำพูดที่ออกจะขู่ๆด้วยซ้ำ เรางี้อยากหยิบกล้องมาถ่ายรูป แต่กลัวมันหักคอเอา เราเคยเจอคนเก็บของในถังขยะคนนึง โอ้โฮ ใส่สูทซะหรูเชียว และก็ไม่ได้ดูมอมแมมแต่อย่างใด

สถานีรถไฟที่นี่ส่วนใหญ่ค่อนข้างสกปรก มีสถานีใหญ่ๆบางแห่งเท่านั้นที่ดูสะอาดเช่นแกรนด์เซ็นทรัล หรือยูเนี่ยนสแควร์ บางสถานีมองไปแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะสกปรกได้ขนาดนั้น ทั้งๆที่อยู่ใต้ดิน แม้แต่บนรางหรือในอุโมงค์มืดๆ ไม่รู้ไอ้ขยะพวกนั้นไปอยู่ได้ยังไง เราล่ะนับถือคนเอามันไปทิ้งจริง นอกจากถนนใหญ่ๆในแมนฮัตตันบางสาย ส่วนใหญ่ก็ขยะเยอะ คนที่นี่ทิ้งขยะกันไม่เลือกจริงๆ แม้แต่เซ็นทรัลปาร์คซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่(ประมาณสามเท่าของเกษตรบางเขน) กลางมหานครนิวยอร์คยังมีขยะเกลื่อนทั้งๆที่มีถังขยะไว้ให้เยอะแยะ หากจะถือว่าคนในนิวยอร์คเต็มไปด้วยผู้คนหลายชาติหลายภาษาก็ไม่น่าใช่ เพราะแม้แต่ที่โรดส์ ไอแลนด์นักเรียนทิ้งขยะกันเกลื่อนกลาด โดยเฉพาะที่ลานจอดรถเต็มไปด้วยเศษขยะ พอเขาเอารถมากวาดทีก็สะอาดที แต่ไม่นานก็สกปรกอีก หรือเขาถือว่ามีรถมากวาดบ่อยๆและเขาเสียภาษีแพงก็ไม่รู้ แต่เราว่าเป็นนิสัยที่แย่ เราเคยบ่นๆเรื่องการทิ้งขยะของนักเรียนที่ URI ให้เซชาฟัง และบ่นเธอเอาหลายครั้งเมื่อเธอโยนแก้วกาแฟออกนอกรถ เธอก็อึ้งๆ และตอบกลับมาว่าถ้ายูไปอินเดีย สกปรกกว่านี้อีก อ้าวกลายเป็นงั้นไป

United Nation


UN เป็นองค์การสหประชาติที่มุ่งหวังความรวมมือทางด้าน international law, international security, economic development, social progress และ human rights ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1945 โดยแรกเริ่มเดิมทีเพื่อขจัดข้อขัดแย้งระหว่างประเทศและป้องกันการทำสงคราม มีจำนวน 50 ประเทศเริ่มก่อตั้งด้วยการเซ็น United Nations Charter ปัจจุบันองค์การสหประชาชาติมีสมาชิกจำนวน 192 ประเทศ

สมาชิกถาวรห้าชาติที่สามารถใช้สิทธิ์วีโต้ได้ คือ ประเทศหลักที่ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอมเริกา

สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติที่ตั้งอยู่มหานครนิวยอร์คแบ่งการบริหารออกเป็น General Assembly, Security Council, Economic and Social Council, Secretariat, and the International Court of Justice (ICJ). นอกจากนี้ยังมีองค์กรณ์ที่เรียกว่า UN system agency เช่น World Health Organization (WHO) และ United Nations Children's Fund (UNICEF)

เลขาธิการสหประชาชาติคนปัจจุบันซึ่งดำรงตำแหน่งเมื่อมกราคม 2007 คือนาย บันคีมูน ชาวเกาหลีใต้ ก่อนหน้านั้นคือนายโคฟีอันนัน ซึ่งคนนี้มีชื่อเสียงมาก ภาพวาดแบบ portrait ของเลขาธิการสหประชาชาติคนที่ผ่านๆมาจะมีติดไว้ที่ UNHQ

สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาติสร้างขึ้นบนพื้นที่ 18 เอเคอร์ โดยได้เงินจากการบริจาคของผู้ก่อตั้งมูลนิธิรอคกี้เฟลเลอร์ John D. Rockefeller, Jr. ในปี 1946 ถึงแม้ว่าอาณาบริเวณของสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาติจะตั้งอยู่กลางมหานครนิวยอร์ค แต่พื้นที่นี้ก็ถือว่าเป็น international territory

สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาติ มีอาณาเขตด้านตะวันตกติดกับ First avenue ด้านใต้ติดกับ East 42nd Street ซึ่งเมื่อไม่นานที่มีข่าวการระเบิดของ steam pipe ด้านเหนือติดกับ East 48th Street และด้านตะวันออกติดกับแม่น้ำ ด้วยเหตุนี้เองหากเข้าไปในตึก แล้วมองออกไปทางด้านตะวันออกจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก โดยเฉพาะ cafeteria จะเป็นห้องกระจก ให้รับประทานอาหารไปชมวิวไปอย่างมีความสุข หากมองจากตึก secretariat ออกมาด้านตะวันตกจะมองเห็นตึกไครสเลอร์ที่สูงเป็นอันดับสองรองจาก ดิ เอ็มไพร์ สเตท ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลนักทางด้านใต้ของเกาะแมนฮัตตัน

รอบๆ ตึก Secretariat บริเวณนี้ก็เป็นตึกที่ทำการของยูเอ็นทั้งหมด ตึกที่เราทำงานคือตึก 2 UN plaza ชั้นสี่ ซึ่งชั้นสี่ของตึกนี้ทั้งชั้นเป็น Department for the Law of the Sea

ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เข้ามายังตึกยูเอ็น ทำให้บริเวณนี้ค่อนข้างคึกคักพลุกพล่าน แต่นักท่องเที่ยวก็จะสามารถเข้าไปในตึกได้ในโซนจำกัด นอกจากนี้รอบบริเวณจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเยอะมากทั้งคนและสุนัขตำรวจ ตอนมาถึงครั้งแรกเราก็ไม่สามารถเข้าไปในตึกเองได้ ต้องโทรให้ฟรังซัวลงมารับ หลังจากที่ได้ดำเนินการขอบัตรผ่าน ID แล้วก็เข้าออกสะดวก แต่ในส่วนของตึก Secretariat ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ที่มีบัตรหรือนักท่องที่ยวก็ต้องผ่านการสแกนเหมือนกัน เพียงแต่จะแยกแถวของผู้มีบัตรผ่านไว้ต่างหาก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่นี่เข้มงวดมาหาก เดินสวนกันในตึกถึงแม้ว่าเรามีบัตร มักจะเข้ามาถามด้วยความสุภาพเสมอว่ากำลังจะไปไหน นัยว่าเป็นการตรวจเช็คและอำนวยความสะดวกไปด้วยในตัว อย่างเราแขวนบัตรแต่เราก็แขวนกล้องถ่ายรูปด้วย (เพราะส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่มีแขวนกล้อง) เจ้าหน้าที่ก็มาถามว่าทำงานที่นี่หรือ เราต้องทำเสียงเข้มว่าใช่ เขาก็จะชำเลืองดูบัตรนิดนึงด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้ว่าอะไร เราไม่โกรธหรอกที่เขาเข้ามาถามบ่อยๆเพราะเป็นหน้าที่ อีกอย่างเขาชอบเริ่มต้นประโยคว่า Madam หรือ Yong beautiful lady ซึ่งถูกใจเรามากกกก

ด้านหน้าตึก Secretariat มีธงประเทศสมาชิกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งอยู่ค่อนข้างจะด้านหน้าๆตัวตึกเดาเอาว่าคงจะได้อานิสงค์จากอเมริกาที่เอาประเทศท้ายๆมาอยู่หน้ามั้ง

องค์การสหประชาชาติมีแผนการที่จะซ่อมแซมปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2008 ซึ่งงบประมาณการซ่อมสูงถึง 2 พันล้านเหรียญหรือประมาณ 7 หมื่นล้านบาทเลยที่เดียว

เนื่องจากเพิ่งมาได้ไม่กี่วันยังไม่มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ไว้อาทิตย์หน้ามีประชุมประจำปี General Assembly คงมีเรื่องตื่นเต้นมาเล่าใหม่ อย่างน้อยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคงมากกว่านี้หลายเท่า เพราะ François ส่งเมลล์ไปหา fellow อีกคนที่กำลังจะมาอาทิตย์หน้า กำชับให้เตรียมเอกสารและให้เบอร์ติดต่อไว้หลายเบอร์มาก หากกรณีมีปัญหาเข้าตึกไม่ได้

UN General Assembly Conference



การรักษาความปลอดภัยในUN เป็นงานที่เข้มงวดมาก โดยเฉพาะช่วงที่มีการประชุมสำคัญ อย่าง UN General Assembly มีการปิดถนนหลายสายในแมนฮัตตัน บางสายก็ปิดยาว บางสายก็ปิดเป็นช่วง โดยเฉพาะสายหลักๆอย่าง Park Avenue, FDR drive ตั้งแต่ South Ferry ไปจนถึง 63rd street ทีเดียว First Avenue ตั้งแต่ช่วง 42nd ถึง 48th แต่ยังคงเปิดให้รถที่ลอดอุโมงค์ตั้งแต่ 41st ไปยัง 48th ผ่านไปได้

ที่สำคัญ 44th ถึง 46th ตั้งแต่ First Avenue ถึง Second Avenue แม้แต่คนเดินเท้า ก็เฉพาะคนที่มี ID เท่านั้นถึงจะผ่านเข้ามาได้ หลังจากเดินมาจากสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัลเราก็เลยต้องชู ID หรามาตั้งแต่ Second Avenue เลยทีเดียว เพราะบริเวณนี้มี Securities Guards ทั้งคนและน้องหมา เรียกว่าจำนวน Securities Guards มากกว่าคนที่เดินผ่านเข้ามาทำงานเสียอีก ทั้งตำรวจจักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ ตรงหน้าตึกเรา ถนน 44th นี่แถวรถตำรวจทั้งสองข้างทาง ทั้งตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ แต่เท่าที่ดูตำรวจในเครื่องแบบน้อยส่วนใหญ่ผูกไทด์ใส่สูทดำทั้งนั้น อดไม่ได้ก็เลยหยิบกล้องออกมาถ่ายรูป เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรแค่มองๆเท่านั้น

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเข้มงวดแต่คึกคัก บริเวณหน้าตึก Secretariat ก็เต็มไปด้วยกองทัพนักข่าว ตรงฟุตบาทจะมีการเอาแท่งคล้ายคอนกรีตมากันให้เดินผ่านได้เพียงทีละคน ส่วนบนตัวถนนจะเอาแผงกั้นเหล็กแผ่นทึบที่ควบคุมด้วยรีโมต คือเมื่อมีรถผ่านเข้าออกตึก Secretariat ก็จะปล่อยให้แผงเหล็กแผ่นราบลงกับพื้นถนน แต่เมื่อไม่มีรถเข้าออกก็ กั้นแผงเหล็กไว้ดังเดิม บนหลังคาทรงโค้งของตึกมีนักแม่นปืน คอยส่องกล้องและสังเกตความผิดปกติอยู่ เท่าที่เห็นมีสองคน แต่คงจะมีมากกว่านั้น (เมื่อวันอาทิตย์ก่อนการประชุม เรานั่งรถเมลล์ผ่านก็เห็นก้มๆเงยๆอยู่คนหนึ่ง) เราเดินไปสำรวจพบว่าตรงบริเวณหน้าออฟฟิศที่ขอ ID มีคนเข้าคิวยาวเหยียดออกมาที่ฟุตบาท เพราะเป็นการขอบัตรผ่านของผู้ที่เข้ามาร่วมประชุม ซึ่ง ID ที่ได้จะมีรูปถ่ายเจ้าของบัตรและอักษรย่อตัว D คือ delegate หรือตัวแทนจากประเทศต่างๆนั่นเอง ส่วน ID ของเรามีอักษรย่อ A (ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าย่อมาจากอะไร เพราะ ID card มีหลาย type มาก) และระบุหน่วยงานคือ OLA Office of Legal Affairs พร้อมกับ index number 49511 หรือหมายเลขอ้างอิงเจ้าของบัตรนั่นเอง พื้นบัตรสีฟ้า มีอักษร UNHQ เหลือบเงิน และตราสัญญลักษณ์ของยูเอ็น ที่บัตรระบุวันหมดอายุตัวใหญ่สีขาวให้สังเกตได้ง่าย วันนี้เราก็ผ่านเข้าไปตึก secretariat โดยผ่านเครื่อง scanและการตรวจของเจ้าหน้าที่ตามปกติ แต่เมื่อจะเข้าไปในตัวตึกชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบอกให้เข้าทางด้านชั้น basement ผ่านร้านขายของที่ระลึก ชั้นหนึ่งผ่านได้สำหรับผู้มีบัตรผ่านอีกระดับเท่านั้น เมื่อเข้าทางชั้น Basement จะมีเครื่องตรวจบัตรอีกชั้น พร้อมเจ้าหน้าที่ที่ขอดูบัตรซ้ำอีกรอบ หลังจากนั้นจึงเข้าไปยังโซน Conference Rooms ซึ่งคนเยอะมากหลากหลายเชื้อชาติรออยู่หน้าห้องแต่ละห้อง แต่หากจะผ่านเข้าไปยังห้อง conference จะต้องผ่านการตรวจบัตรและ Scan ข้าวของที่นำติดตัวเข้าห้องประชุมด้วย รอบๆห้องประชุมมีคอมพิวเตอร์และ internet สำหรับตัวแทนแต่ละประเทศใช้ในการติดต่อสื่อสาร ในส่วนของที่พักนั่งทานของว่างและกาแฟด้านนอก โขมงไปด้วยควันบุหรี่จากคนที่มานั่งดื่มกาแฟและสูบบุหรี่กัน ความรู้สึกเราเป็นเรื่องแย่ที่สุดเท่าที่เจอใน UN เพราะบริเวณนี้เป็นห้องแอร์ เรากลับไปถามเรื่องนี้กับฟรังซัวร์ เขาบอกว่าเป็นเรื่องแย่ที่เกิดขึ้นเสมอในการประชุมของยูเอ็น เคยมีคนหมดสติไปครั้งนึงในเนื่องจากแพ้ควันบุหรี่ที่โขมงไปทั้งห้องที่ใครต่อใครระดมสูบและพ่นวนเวียนอยู่ในห้อง เคยมีความพยายามที่จะตั้งเป็นกฎห้ามสูบบุหรี่ในการประชุม แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสการบังคับใช้เมื่อไหร่ เราก็ไม่มีโอกาสเข้าไปห้องคอนเฟอร์เร็นซ์ครั้งนี้ ข้างในคงไม่มีใครสูบบุหรี่หรอกกระมัง

การประชุมครั้งนี้เน้นหนักไปทางเรื่องปัญหาโลกร้อน และการก่อการร้าย นอกจากนี้เท่าที่ดูประเทศที่สำคัญเห็นจะเป็นอินโดนีเซีย เพราะมีหัวข้อการประชุมเรื่องป่าเขตร้อนในอินโดนีเซียเป็นหัวข้อประชุมหลักด้วย และที่เป็นประเด็นร้อนที่แทบทุกสถานีที่นี่เสนอข่าวก็คือการมาของนาย Mahmoud Ahmadinejad ที่ตั้งใจจะไปยัง ground zero ซึ่งหลายๆภาคส่วนมองว่าผู้นำอิหร่านสนับสนุนการก่อการร้ายไม่มีเกียรติที่จะไปยังสถานที่ที่ผู้บริสุทธ์ต้องสูญเสียชีวิตเพราะการก่อการร้าย รวมทั้งมีการออกมาต่อต้านการที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้เชิญให้นาย Mahmoud Ahmadinejad ไปกล่าวปาฐกถาและร่วมการแสดงความคิดเห็นร่วมกับ อเมริกันมุสลิม ยิว และผู้นำคริสเตียน อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยกล่าวว่าการเชิญมาดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและอิสระ
ในการแสดงแนวคิดนั่นเอง

นิวยอร์ค.....นิวยอร์ค


วันที่ออกเดินทางจากโรด ไอร์แลนฝนโปรยมาแบบพอให้เย็นๆ เคทแกล้วแซวว่าโรด ไอร์แลนด์ร้องไห้ที่เราต้องจากไป เมื่อไปถึงสนามบินปรากฎว่าเขารวมไฟลท์ จากที่เราต้องต่อไปดี.ซี. แล้วไปนิวยอร์คก็ไม่ต้อง เราก็บินไปตรงลงนิวยอร์คเลยโดยสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ (รุ่นเดียวกับ one two go เลย) แต่เวลาที่เครื่องออกคือ 11.50 ตอนนั้นเก้าโมง เรากับเคทและฉางหัวนักเรียนจีน เลยไปเที่ยวอ่าวนารางกันเส็ทอีกรอบ และดื่มกาแฟด้วยกันที่น้ำตกเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อ Pawtucket ที่นั่นมีร้านอาหารไทย ชื่อ Rim Nam ซึ่งเคทดีใจมากที่รู้ความหมาย เพราะสงสัยมานาน

ที่อ่าวนารางกันเส็ทมีที่ทำงานของโครงการ SAVE the Bay ซึ่งเคททำงานอยู่ที่นี่ ออฟฟิตสร้างแบบรักสิ่งแวดล้อม โดยบนหลังคาเป็นดินและปลูกพืชคลุมดิน รอบๆอาคารและรอบอ่าวปลูกพื้นเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ เพราะที่ตรงนี้เคยเป็นที่ทิ้งขยะพิษมาก่อน มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับ และพืชที่ดูเหมือนจะกินได้ เช่นพาสลีย์ แต่เคทบอกว่าไม่เคยมีใครเก็บไปเพราะไม่แน่ใจว่าจะปนเปื้นสารพิษหรือเปล่าบางอาคารที่มีการวัดสารเคมีในอากาศเกินมาตรฐานจึงต้องติดตั้งเครื่องกรองอากาศ จึงมีเสียงดังเหมือนเปิดแอร์เก่าๆอยู่ตลอดเวลา วิวทิวทัศน์ของอ่าวที่นี่สวยงามมาก น่าเสียดายที่รอบๆเป็นโรงงานอุตสาหกรรมและเป็นแหล่งรีไซเคิลขยะ

ตอนเครื่องขึ้นฝนก็ตกหนักมากทำให้อดได้ภาพสุดท้ายที่โรด ไอแลนด์ หลังจากเครื่องขึ้นบินอยู่เพียงแค่ยี่สิบนาทีก็เตรียมลงจอด มาถึงประมาณเกือบบ่ายโมง ออกมาจากสนามบินเราก็ตรงไปหารถแท็กซี่ ที่เรียกกันว่า Yellow cab เพราะเราเช็คจากเว็บไซมาแล้วว่าน่าจะดีที่สุด เพราะการลากกระเป๋าสองใบขึ้นรถไฟเป็นเรื่องใหญ่น่าดู ค่าแท็กซี่จากสนามบินไปเกาะแมนฮัตตัน เขาคิดแบบ flat rate คือ $45 ไม่รวมค่าทิป ซึ่งส่วนใหญ่จะนับตามจำนวนกระเป๋าคือใบละ 1 เหรียญ หรือหากไม่มีกระเป๋าเขาก็ทิปกันประมาณ $2 แต่เรานั่งไปแค่ควีนส์เราเลยเลือกแบบมิเตอร์ ราคาเริ่มต้นที่ $2.5 และเพิ่มอีก 40 c ทุกๆ 1/5 ไมลล์ ซึ่งการจ่ายทิปจะจ่ายหรือไม่จ่ายก็ได้แล้วแต่ความพอใจของผู้โดยสาร หลังจากติดต่อที่เคาเตอร์เรียกแทกซี่แล้วเขาก็เขียนที่อยู่ที่เราจะไปเก็บไว้และฉีกมาให้เราอีกหนึ่งใบ (ก็เหมือนกับคิวแท็กซี่ที่สนามบินบ้านเรา) คนขับแท็กซี่ท่าทางเหมือนคนเปอโตริโก หรือเม็กซิโก แต่เมื่อเราถามเขาก็บอกว่ามาจากบาฮามาส ซึ่งเป็นประเทศระหว่างคิวบากับอเมริกา มาอยู่นิวยอร์คหลายปีแล้ว พอเขารู้ว่าเรามาจากเมืองไทย เขาบอกว่าสิ่งแรกที่เขาคิดถึงเมืองไทยคืออาหารไทย เขาชอบมากและรู้ด้วยว่าอาหารไทยมีสมุนไพรหลายอย่าง ที่นิวยอร์คก็มีร้านอาหารไทยเยอะมาก แต่เขาไม่ได้มีโอกาสกินมากนักเพราะมันแพง ขับไปได้นิดนึงเขาก็ขอจอดเพื่อดูแผนที่ (ดีที่เขากดปิดมิเตอร์) เพราะแท็กซี่ที่นี่ไม่มีสิทธ์ปฏิเสธผู้โดยสารด้วยสาเหตุว่าไม่รู้จักปลายทาง หลังจากเล็งแผนที่เขาก็บอกว่าเขาจะขับไปเส้นไหนแล้วจะไปเจอ 67th Avenue Ridgewood ได้อย่างไร เราก็อือออไป เพราะไม่รู้หรอกหากเขาจะพาวนเวียน ผ่านมาถึง Ridgewood เขาก็จอดถามคนข้างทางซึ่งเขาก็ตอบเป็นอย่างดี คนขับแท็กซี่บอกว่าเขารู้ว่าคนแถว Ridgewood นี้อัธยาศัยดีจึงกล้าถาม บางที่ไม่ต้องถามเลยเพราะรู้ว่าเขาไม่ตอบแน่นอน ตกลงว่าเราก็มาถึงจนได้ ค่าโดยสารจากมิเตอร์อยู่ที่ $27 กะว่าจะทิปสองเหรียญตามจำนวนกระเป๋า แต่เราไม่มีแบงค์ $1 เลย จึงให้ไปสามสิบเหรียญ เขาดีใจมาก เพราะปกติไม่ค่อยมีใครทิปแท็กซี่มิเตอร์ เขาเลยช่วยลากกระเป๋าข้ามถนนมาให้ยังหน้าอพาร์ทเมนท์

มาถึงหน้าบ้านเลขที่ 60-87 แต่ประตูล็อค เราเลยเดินไปประตูที่อยู่ติดกันซึ่งไม่มีเลขที่ติดไว้ เราเลยเข้าใจว่าเป็นอาคารที่เชื่อมถึงกัน ปรากฎว่าเจ้าของเป็นอินเดียเหมือนกันแต่ไม่ใช่ เราเลยต้องกลับมาเคาะประตูบานเก่า ลุงจอนกับป้าวิลาสินีเจ้าของอพาร์ทเมนท์เลยออกมา แกบอกว่าเรามาถึงก่อนที่บอกไว้ แกเลยไม่ได้เปิดประตูไว้ เพราะเราบอกว่าจะมาถึงบ่ายสาม แกกุลีกุจอช่วยเราเอากระเป๋าขึ้นห้อง ห้องพักเราอยู่ชั้นสองของอพาร์ทเมนต์ ที่พักมีทั้งหมดสามชั้น คือชั้นใต้ดิน ลูกชายคนโตซึ่งอายุประมาณ 22 ปี อยู่ และเป็นที่ตั้งเครื่องซักผ้าและอบผ้า ชั้นหนึ่งลุงจอนกับป้าและลูกชายคนเล็กอยู่ ส่วนชั้นสองมีสี่ห้อง เปิดให้เช่า ห้องเราเป็นห้องที่เล็กที่สุด แต่เป็นห้องที่มีอุปกรณ์ครบ ป้าแกอุตส่าห์ซื้อผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มชุดใหม่ไว้ให้ แกบอกว่าหากเราซื้อเองก็เอากลับไม่ได้อยู่ดี หากแกซื้อแกก็เอาไว้ใช้เองได้ หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย สองคนลุงป้าก็พาเราไปเดินเที่ยวชมและซื้อของบริเวณใกล้ๆแถวนี้ ตอนแรกเราจะซื้อเครื่องครัวแต่ป้าแกบอกว่าที่ครัวมีอุปกรณ์ให้หมด เราไม่ต้องซื้อ แต่เราก็ซื้อจานกับถ้วยอย่างละหนึ่งใบ ราคาแค่ใบละ 99 c หลังจากกลับมาจากเดินเล่นป้าแกก็ชงชาให้กินเป็นชาอินเดีย ซึ่งก็รสชาติเหมือนชาโบราณบ้านเรา แต่กลิ่นหอมแรงกว่า และอร่อยดีเพราะป้าแกชงไม่หวานมากเพราะลุงแกกินรสจัดไม่ได้ สุขภาพไม่ดี ลุงจอนอายุมากแล้ว75 ปี แถมมีโรคสารพัด แกหยุดงานมาหลายปีแล้ว สมัยก่อนแกก็เหมือนพวกโรบินฮูดที่มาหากินในเมืองใหญ่ แกเคยทำงานเป็นคนเปิดประตูที่ร้านอาหารอินเดียในตึก unicef เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว และประทับใจการทำงานและผู้คนแถวนี้มาก จึงไม่ต้องสงสัยว่าแกให้เกียรติเรามากและบอกว่าภูมิใจที่เรามาพักที่หอพักแก มื้อเย็นวันนั้นเราก็กินกับสองลุงป้าเพราะแกบอกว่าปกติ แกก็กินกันสองคน เพราะลูกชายสองคนกินแบบฝรั่ง ไม่ค่อยกินเป็นมื้อหิวเมื่อไหร่ก็กิน ซึ่งส่วนใหญ่กินพวกเบอร์เกอร์ โดนัท ลูกแกจึงอ้วนมากทั้งสองคน อาหารมื้อนั้นอร่อยมาก เป็นไก่ตุ๋นน้ำแดง ถั่วเขียวต้ม(กับข้าว) แครอทหั่นลูกเต๋าผัดกับเครื่องเทศลักษณะออกแห้งๆ นิ่ม ข้าวเกรียบ และมีน้ำมะขามใส่ขิงและพริกแห้งทอดเป็นอาหารที่เรียกว่าเพิ่มรสชาติหรือชูรสในการกิน การกินก็ใช้ถาดหลุม กับข้าวก็มีอยู่ในแต่ละหลุมและใช้มือกิน

วันสองวันแรกกลับมาป้าแกชงชากับเตรียมโดนัทไว้ให้ทุกวัน จนเราเกรงใจ บางทีกลับมาก็เลยหลบขึ้นห้องเลย แถมด้วยทำแกงใส่กล่องไว้ให้อีกต่างหาก แต่จะบอกว่าเป็นแกงกะหรี่ที่อร่อยมากกกก หลังจากชิมแบบออริจินัลไปแล้วเราก็เอามาใส่ไก่ และเติมพริกเพิ่มความเผ็ดไปอีกนิด เป็นแกงกะหรี่ไก่ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เราเคยกินมาเลย ที่เด่นคือแกใส่ฝักมะรุมลงไปด้วย อีกวันแกก็ทำแกงสัปรด ก็เหมือนแกงหมูสัปะรดบ้านเราแต่ไม่ใส่หมูและน้ำแกงข้นเหมือนแกงกะหรี่ เราก็ใช้นโยบายเดิมคือเอามาเติมหมูเอาเอง แต่แกงสัปะรดของป้าออกไปทางจืดหน่อย เราเลยเพิ่มเกลือกับน้ำตาลอีกนิด กินแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเมืองไทยเลย

ลุงกับป้าเป็นคนอินเดียก็จริงแต่ลุงเป็นคริสเตียนและป้าเป็นฮินดูที่ไม่ใช่วรรณะพราหมณ์ เลยกินเนื้อสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือไก่ เนื้ออย่างอื่นเขาไม่ค่อยกิน ป้าบอกเคยซื้อปลามาแล้วไม่สด เอามาทำแล้วเหม็นคาวไปทั้งบ้านก็เลยเลิกกินเลย ลุงบอกว่าแกแบ่งโซนพระเจ้ากัน ส่วนของหน้าบ้านลุงแกเอารูปพระเยซูคริตน์ ติดเต็มไปหมด แต่ในโซนหลังบ้านแกก็ให้ป้าเอารูปพระเจ้าในศาสนาฮินดูมาติดได้ แกบอกว่าพระเจ้าของใครก็ของใครไม่เกี่ยวกันและไม่เกี่ยวกับการอยู่ด้วยกัน (อยากให้เซชามาได้ยินประโยคนี้จังเลย) แกรู้จักประวัติพุทธศาสนาเป็นอย่างดี แถมลุงแกจำคำสวดศาสนาพุทธที่ว่า พุทธัง สารณัง คัทฉามิได้อีกแน่ะ แกบอกว่าแกเรียนประวัติศาสนาต่างๆ ว่าแล้วก็เล่าเรื่อง พระอุปคธ ซึ่งเป็นพระสมัยพุทธกาลว่า พระอุปคธเป็นพระรูปงาม และมีวัตรปฏิบัติยอดเยี่ยม จนเป็นที่ร่ำรือ มีนางคณิกา (prostitute) คนหนึ่งซึ่งมีสิริโฉมงดงามมากในเมืองนี้ ได้ยินคำร่ำลือถึงพระอุปคธก็เลยอยากเห็น นางจึงไปดักรอ เมื่อเจอพระอุปคธก็ตกหลุมรัก แต่พระอุปคธท่านรู้ว่าการผ่านไปยังบ้านนางคนิกาเป็นการไม่สมควร จึงเลี่ยงไปรับบาตรยังเส้นทางอื่น นางคนิกาคนนี้เลยเขียนจดหมายส่งไปให้พระอุปคธนัดให้ท่านมาหา พร้อมพรรณาความสวยงามของตนเอง พระอุปคธก็เขียนตอบกลับแต่เพียงว่า เราจะไปหาท่านเมื่อถึงเวลา เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้ง และพระอุปคธก็ตอบแบบเดิมทุกครั้ง จนเป็นที่ร่ำรือกันไปทั้งเมือง ต่อมานางคนิกาคนนนี้ โดนโจรปล้นฆ่าตัดแขนตัดขาให้แร้งกากิน พระอุปคธท่านก็เลยไปเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ จึงเป็นคำตอบอย่างดีที่ท่านบอกว่าเมื่อถึงเวลาท่านจะไป ลุงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดังมากในอินเดีย ส่วนใหญ่คนที่อายุเท่าแกจะรู้เรื่องนี้ เพราะเป็นการสอนว่าอย่าลบหลู่ผู้ทรงศีล