วันที่ออกเดินทางจากโรด ไอร์แลนฝนโปรยมาแบบพอให้เย็นๆ เคทแกล้วแซวว่าโรด ไอร์แลนด์ร้องไห้ที่เราต้องจากไป เมื่อไปถึงสนามบินปรากฎว่าเขารวมไฟลท์ จากที่เราต้องต่อไปดี.ซี. แล้วไปนิวยอร์คก็ไม่ต้อง เราก็บินไปตรงลงนิวยอร์คเลยโดยสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ (รุ่นเดียวกับ one two go เลย) แต่เวลาที่เครื่องออกคือ 11.50 ตอนนั้นเก้าโมง เรากับเคทและฉางหัวนักเรียนจีน เลยไปเที่ยวอ่าวนารางกันเส็ทอีกรอบ และดื่มกาแฟด้วยกันที่น้ำตกเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อ
ที่อ่าวนารางกันเส็ทมีที่ทำงานของโครงการ SAVE the Bay ซึ่งเคททำงานอยู่ที่นี่ ออฟฟิตสร้างแบบรักสิ่งแวดล้อม โดยบนหลังคาเป็นดินและปลูกพืชคลุมดิน รอบๆอาคารและรอบอ่าวปลูกพื้นเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ เพราะที่ตรงนี้เคยเป็นที่ทิ้งขยะพิษมาก่อน มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับ และพืชที่ดูเหมือนจะกินได้ เช่นพาสลีย์ แต่เคทบอกว่าไม่เคยมีใครเก็บไปเพราะไม่แน่ใจว่าจะปนเปื้นสารพิษหรือเปล่าบางอาคารที่มีการวัดสารเคมีในอากาศเกินมาตรฐานจึงต้องติดตั้งเครื่องกรองอากาศ จึงมีเสียงดังเหมือนเปิดแอร์เก่าๆอยู่ตลอดเวลา วิวทิวทัศน์ของอ่าวที่นี่สวยงามมาก น่าเสียดายที่รอบๆเป็นโรงงานอุตสาหกรรมและเป็นแหล่งรีไซเคิลขยะ
ตอนเครื่องขึ้นฝนก็ตกหนักมากทำให้อดได้ภาพสุดท้ายที่โรด ไอแลนด์ หลังจากเครื่องขึ้นบินอยู่เพียงแค่ยี่สิบนาทีก็เตรียมลงจอด มาถึงประมาณเกือบบ่ายโมง ออกมาจากสนามบินเราก็ตรงไปหารถแท็กซี่ ที่เรียกกันว่า Yellow cab เพราะเราเช็คจากเว็บไซมาแล้วว่าน่าจะดีที่สุด เพราะการลากกระเป๋าสองใบขึ้นรถไฟเป็นเรื่องใหญ่น่าดู ค่าแท็กซี่จากสนามบินไปเกาะแมนฮัตตัน เขาคิดแบบ flat rate คือ $45 ไม่รวมค่าทิป ซึ่งส่วนใหญ่จะนับตามจำนวนกระเป๋าคือใบละ 1 เหรียญ หรือหากไม่มีกระเป๋าเขาก็ทิปกันประมาณ $2 แต่เรานั่งไปแค่ควีนส์เราเลยเลือกแบบมิเตอร์ ราคาเริ่มต้นที่ $2.5 และเพิ่มอีก 40 c ทุกๆ 1/5 ไมลล์ ซึ่งการจ่ายทิปจะจ่ายหรือไม่จ่ายก็ได้แล้วแต่ความพอใจของผู้โดยสาร หลังจากติดต่อที่เคาเตอร์เรียกแทกซี่แล้วเขาก็เขียนที่อยู่ที่เราจะไปเก็บไว้และฉีกมาให้เราอีกหนึ่งใบ (ก็เหมือนกับคิวแท็กซี่ที่สนามบินบ้านเรา) คนขับแท็กซี่ท่าทางเหมือนคนเปอโตริโก หรือเม็กซิโก แต่เมื่อเราถามเขาก็บอกว่ามาจากบาฮามาส ซึ่งเป็นประเทศระหว่างคิวบากับอเมริกา มาอยู่นิวยอร์คหลายปีแล้ว พอเขารู้ว่าเรามาจากเมืองไทย เขาบอกว่าสิ่งแรกที่เขาคิดถึงเมืองไทยคืออาหารไทย เขาชอบมากและรู้ด้วยว่าอาหารไทยมีสมุนไพรหลายอย่าง ที่นิวยอร์คก็มีร้านอาหารไทยเยอะมาก แต่เขาไม่ได้มีโอกาสกินมากนักเพราะมันแพง ขับไปได้นิดนึงเขาก็ขอจอดเพื่อดูแผนที่ (ดีที่เขากดปิดมิเตอร์) เพราะแท็กซี่ที่นี่ไม่มีสิทธ์ปฏิเสธผู้โดยสารด้วยสาเหตุว่าไม่รู้จักปลายทาง หลังจากเล็งแผนที่เขาก็บอกว่าเขาจะขับไปเส้นไหนแล้วจะไปเจอ 67th Avenue Ridgewood ได้อย่างไร เราก็อือออไป เพราะไม่รู้หรอกหากเขาจะพาวนเวียน ผ่านมาถึง Ridgewood เขาก็จอดถามคนข้างทางซึ่งเขาก็ตอบเป็นอย่างดี คนขับแท็กซี่บอกว่าเขารู้ว่าคนแถว Ridgewood นี้อัธยาศัยดีจึงกล้าถาม บางที่ไม่ต้องถามเลยเพราะรู้ว่าเขาไม่ตอบแน่นอน ตกลงว่าเราก็มาถึงจนได้ ค่าโดยสารจากมิเตอร์อยู่ที่ $27 กะว่าจะทิปสองเหรียญตามจำนวนกระเป๋า แต่เราไม่มีแบงค์ $1 เลย จึงให้ไปสามสิบเหรียญ เขาดีใจมาก เพราะปกติไม่ค่อยมีใครทิปแท็กซี่มิเตอร์ เขาเลยช่วยลากกระเป๋าข้ามถนนมาให้ยังหน้าอพาร์ทเมนท์
มาถึงหน้าบ้านเลขที่ 60-87 แต่ประตูล็อค เราเลยเดินไปประตูที่อยู่ติดกันซึ่งไม่มีเลขที่ติดไว้ เราเลยเข้าใจว่าเป็นอาคารที่เชื่อมถึงกัน ปรากฎว่าเจ้าของเป็นอินเดียเหมือนกันแต่ไม่ใช่ เราเลยต้องกลับมาเคาะประตูบานเก่า ลุงจอนกับป้าวิลาสินีเจ้าของอพาร์ทเมนท์เลยออกมา แกบอกว่าเรามาถึงก่อนที่บอกไว้ แกเลยไม่ได้เปิดประตูไว้ เพราะเราบอกว่าจะมาถึงบ่ายสาม แกกุลีกุจอช่วยเราเอากระเป๋าขึ้นห้อง ห้องพักเราอยู่ชั้นสองของอพาร์ทเมนต์ ที่พักมีทั้งหมดสามชั้น คือชั้นใต้ดิน ลูกชายคนโตซึ่งอายุประมาณ 22 ปี อยู่ และเป็นที่ตั้งเครื่องซักผ้าและอบผ้า ชั้นหนึ่งลุงจอนกับป้าและลูกชายคนเล็กอยู่ ส่วนชั้นสองมีสี่ห้อง เปิดให้เช่า ห้องเราเป็นห้องที่เล็กที่สุด แต่เป็นห้องที่มีอุปกรณ์ครบ ป้าแกอุตส่าห์ซื้อผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มชุดใหม่ไว้ให้ แกบอกว่าหากเราซื้อเองก็เอากลับไม่ได้อยู่ดี หากแกซื้อแกก็เอาไว้ใช้เองได้ หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย สองคนลุงป้าก็พาเราไปเดินเที่ยวชมและซื้อของบริเวณใกล้ๆแถวนี้ ตอนแรกเราจะซื้อเครื่องครัวแต่ป้าแกบอกว่าที่ครัวมีอุปกรณ์ให้หมด เราไม่ต้องซื้อ แต่เราก็ซื้อจานกับถ้วยอย่างละหนึ่งใบ ราคาแค่ใบละ 99 c หลังจากกลับมาจากเดินเล่นป้าแกก็ชงชาให้กินเป็นชาอินเดีย ซึ่งก็รสชาติเหมือนชาโบราณบ้านเรา แต่กลิ่นหอมแรงกว่า และอร่อยดีเพราะป้าแกชงไม่หวานมากเพราะลุงแกกินรสจัดไม่ได้ สุขภาพไม่ดี ลุงจอนอายุมากแล้ว75 ปี แถมมีโรคสารพัด แกหยุดงานมาหลายปีแล้ว สมัยก่อนแกก็เหมือนพวกโรบินฮูดที่มาหากินในเมืองใหญ่ แกเคยทำงานเป็นคนเปิดประตูที่ร้านอาหารอินเดียในตึก unicef เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว และประทับใจการทำงานและผู้คนแถวนี้มาก จึงไม่ต้องสงสัยว่าแกให้เกียรติเรามากและบอกว่าภูมิใจที่เรามาพักที่หอพักแก มื้อเย็นวันนั้นเราก็กินกับสองลุงป้าเพราะแกบอกว่าปกติ แกก็กินกันสองคน เพราะลูกชายสองคนกินแบบฝรั่ง ไม่ค่อยกินเป็นมื้อหิวเมื่อไหร่ก็กิน ซึ่งส่วนใหญ่กินพวกเบอร์เกอร์ โดนัท ลูกแกจึงอ้วนมากทั้งสองคน อาหารมื้อนั้นอร่อยมาก เป็นไก่ตุ๋นน้ำแดง ถั่วเขียวต้ม(กับข้าว) แครอทหั่นลูกเต๋าผัดกับเครื่องเทศลักษณะออกแห้งๆ นิ่ม ข้าวเกรียบ และมีน้ำมะขามใส่ขิงและพริกแห้งทอดเป็นอาหารที่เรียกว่าเพิ่มรสชาติหรือชูรสในการกิน การกินก็ใช้ถาดหลุม กับข้าวก็มีอยู่ในแต่ละหลุมและใช้มือกิน
วันสองวันแรกกลับมาป้าแกชงชากับเตรียมโดนัทไว้ให้ทุกวัน จนเราเกรงใจ บางทีกลับมาก็เลยหลบขึ้นห้องเลย แถมด้วยทำแกงใส่กล่องไว้ให้อีกต่างหาก แต่จะบอกว่าเป็นแกงกะหรี่ที่อร่อยมากกกก หลังจากชิมแบบออริจินัลไปแล้วเราก็เอามาใส่ไก่ และเติมพริกเพิ่มความเผ็ดไปอีกนิด เป็นแกงกะหรี่ไก่ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เราเคยกินมาเลย ที่เด่นคือแกใส่ฝักมะรุมลงไปด้วย อีกวันแกก็ทำแกงสัปรด ก็เหมือนแกงหมูสัปะรดบ้านเราแต่ไม่ใส่หมูและน้ำแกงข้นเหมือนแกงกะหรี่ เราก็ใช้นโยบายเดิมคือเอามาเติมหมูเอาเอง แต่แกงสัปะรดของป้าออกไปทางจืดหน่อย เราเลยเพิ่มเกลือกับน้ำตาลอีกนิด กินแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเมืองไทยเลย

No comments:
Post a Comment