Thursday, November 15, 2007

ด้านมืด



เคยพูดกันเล่นๆกับเพื่อนอินโดนีเซียว่านิวยอร์คที่เห็นเป็นอย่างที่คาดหวังหรือไม่แปลกดีเราต่างมีความคิดตรงกันว่า นิวยอร์คไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟ็กอย่างทิ่คิด หนึ่งคือเราอาจจะคาดหวังกับความเป็นนิวยอร์คไว้สูงเกินไป และสอง นิวยอร์คเริ่มเสื่อมลงตามกาลเวลาจริงๆ อาจารย์เราที่อยู่ Rhode Island แกบอกว่าแกเกิดนิวยอร์คเขต The Bronx แต่ทุกวันนี้นิวยอร์คที่เห็นไม่ใช่นิวยอร์คที่เคยรู้จักเราได้อ่านหนังสือของคนที่เกิดที่นิวยอร์คและพ่อแม่มีความรักนิวยอร์คมาก สมัยที่เขาเด็กๆ ซึ่งกว่าหลายสิบปีมาแล้ว เป็นสมัยที่ทุกคนรักหลงใหลคลั่งใคล้ในความเป็นนิวยอร์ค และเป็นที่มาของประโยคฮิต I LOVE NEW YORK ด้วย ปัจจุบันนักเขียนคนนี้ไปใช้ชีวิตอยู่อังกฤษ และกลับมาศึกษาความเปลี่ยนแปลงในนิวยอร์ค เขาตระเวณไปทุกที่เพื่อเก็บภาพโดยเปรียบเทียบภาพในอดีตกับปัจจุบันแบบภาพต่อภาพเพื่อให้เห็นความแตกต่างและที่ขาดไม่ได้คือสถานีรถไฟ และก็อย่างที่เราเห็น ภาพขยะในอุโมงค์มืด ตึกรามบ้านช่องที่สกปรกเพราะสีสเปรย์ และเหตุการณ์ตื่นเต้นที่เขาเขียนไว้ในหนังสือคือ ตอนที่เขามุดอุโมงค์รถไฟไปเก็บภาพขยะ เขากับเพื่อนต้องหนีการถูกทำร้ายจากคนที่ไปแอบอาศัยอุโมงค์รถไฟ ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่ได้คาดคิดว่าอุโมงค์มืดๆ สกปรก และอันตรายจากรถไฟ จะมีคนเข้าไปอยู่ได้ นิวยอร์คปัจจุบันเต็มไปด้วยอันตรายและความหวาดระแวง คนขาวเกลียดคนดำ และเหมือนมีช่องว่างระหว่างกันระหว่างที่เราอยู่ที่นี่ข่าวใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนขาวกับคนดำคือการที่มีคนเอาบ่วงเชือกที่ไว้แขวนคอคน ไปแขวนไว้ที่หน้าห้องอาจารย์หญิงผิวดำคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียซึ่งอาจารย์คนนี้เป็นคนเขียนหนังสือชื่อ racism เชือกที่ผูกเป็นบ่วงแขวนคอคือสัญญลักษณ์ของความเกลียดชัง ซึ่งหลังจากนั้นก็ยังมีคนผิวดำอีกสองรายที่มีเชือกบ่วงแขวนคอไปผูกไว้หน้าบ้าน และที่ทำงาน และยังลามไปถึงโรงเรียนเด็กมัธยมในรัฐอื่นอีกด้วย การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการประท้วงไปทั่วและกดดันให้ ตำรวจหาตัวผู้กระทำการดังกล่าวมาให้ได้ สุดท้ายจะได้ตัวหรือเปล่าเราก็ไม่ได้ติดตาม แต่ที่แน่ๆทำให้เรารู้ว่าอเมริกามีความเปราะบางของคนในประเทศเพราะสีผิว เหตการณ์ต่อเนื่องจากวันนั้นคือมีการแข่งกีฬาระหว่างกันโดยทีมหนึ่งเป็นทีมผิวดำไม่ยอมจับมือกับอีกทีมที่เป็นคนขาว จนคนควบคุมทีมต้องออกมาขอโทษผ่านสื่อมวลชน คนอเมริกันผิวดำหางานยากกว่าคนขาวในระดับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน หรือไม่ก็ได้งานในระดับที่ต่ำกว่า อาจจะเนื่องจากเหตุฆาตกรรมหรือเหตุการณ์รุนแรงมักจะเกิดจากคนผิวดำก็เป็นได้ ข่าวการฆาตกรรมจากพื้นที่คนผิวดำเช่นบรูคลิน และเดอะบรองค์เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน การอยู่อาศัยของคนอเมริกันก็แบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน เดอะบรองค์และบรูคลินบางส่วนเต็มไปด้วยคนผิวดำ ลุงอินเดียย้ำกับเรานักหนาว่าห้ามไปยังเขตคนผิวดำเพราะอันตราย แต่เราก็นั่งรถเมลล์ไปยังฮาเล็ม และลงไปเดินเล่นดู โดยทั่วไปก็ไม่มีอะไร แต่มีครั้งหนึ่ง มีการตีกันข้างถนน เราต้องรีบขึ้นรถเมลล์แทบไม่ทัน สุดท้ายเราตัดสินใจนั่งรถเมลล์แล้วมองสองข้างทางอยู่บนรถเมลล์แทน มีอยู่อีกครั้งหนึ่ง คนขับรถเมลล์ชี้ให้ดูชายผิวดำคนหนึ่งเอาท่อแป๊บมาตีเสาที่เป็นป้ายรถเมลล์เพื่อทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาตื่นตกใจ วันนั้นเป็นวันอาทิตย์สองข้างทางเต็มไปด้วยขยะ ซึ่งข้อนี้เป็นจุดด้อยที่เห็นได้ชัดในนิวยอร์คจริงๆ คนที่นี่บริโภคสิ่งของฟุ่มเฟือยเยอะมาก โดยเฉพาะ กระดาษทิชชู ว่ากันว่ากระดาษทิชชูที่นี่มาจากการ recycle ในเปอร์เซ็นสูงๆทีเดียว โดยกระดาษที่มาจากการนำกลับมาใช้ใหม่นี้จะมีโลโก้ว่า paper from paper not from trees อาจด้วยเหตุนี้คนที่นี่จึงใช้กันอย่างไม่ประหยัด นอกจากนี้ โฟม จาน ชาม ช้อนพลาสติก ก็เป็นอีกจำพวกที่คนที่นี่ใช้อย่างชนิดเรียกได้ว่าเป็นบ้าเป็นหลัง แบบเกินความจำเป็น
การเดินทางท่องเที่ยวในนิวยอร์คนอกจากในตึกยูเอ็นแล้ว หากเป็นที่อื่นเราต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกล้องถ่ายรูปเราต้องเอาไว้ในเสื้อโค้ดเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจมากนัก นอกจากเวลาไปกันหลายๆคน เมื่อเร็วๆนี้น้องชายของป้าอินเดียโดนทำร้ายที่ป้ายรถเมลล์ตอนหกโมงเช้า เพื่อเอากระเป๋าเงิน ขนาดเขาตัวโต แต่ก็ไม่วายเป็นเป้าหมาย รถไฟบางสายก็เป็นเขตคนผิวดำ เราเลยต้องนั่งเป็นแกะสีเทากลางหมู่แกะดำทั้งตู้ เราใช้เวลาบนรถไฟไป-กลับก็ร่วมๆสองชั่วโมงต่อวัน เสียงที่คุ้นที่สุดเลยกลายเป็นเสียงคนประกาศในรถไฟ และเขาจะเตือนให้ระวังและช่วยเป็นหูเป็นตาหากเกิดเหตุน่าสงสัย เขาเรียกว่าโครงการ saw something say something และเตือนให้ทุกคนตื่นตัวระแวดระวังตลอดเวลา ประโยคที่ติดหูมากที่สุดเห็นจะเป็น remain alert and have a safe day วันดีคืนดี NYPD ก็มาแจกใบปลิววิธีใช้ subway อย่างปลอดภัย ที่สถานีใหญ่อย่างแกรนด์เซ็นทรัล เพ็นสเตชั่น ยูเนี่ยนสแควร์ จะมีตำรวจเยอะมากเพราะหากเกิดอะไรขึ้นก็คงดังไม่แพ้เวิลเทรด กระเป๋าสำภาระต่างๆที่ถือก็อาจถูกสุ่มตรวจค้นหากน่าสงสัย แต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่าปลอดภัยกว่าที่สถานีอื่นๆ มีเหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่าเราคงคิดมากเรื่องนี้และรู้สึกแย่ๆ คือเมื่อช่วงประชุม general assembly วันที่ผู้นำทั่วโลกมารวมกันอยู่ที่นิวยอร์ค ขณะเรานั่งรอรถไฟจะไปยูเอ็น มีชายผิวขาวหน้าตากระเดียดไปทางอิสรเอล(ความรู้สึกเราขณะนั้น) มายืนอยู่ตรงหน้า เขาหิ้วกระเป๋าสองใบทั้งมือซ้ายขวา กระเป๋าเป็นแบบ suitcase หนาๆ และดูท่าทางว่าจะหนัก (คล้ายๆกระเป๋าฟิล์มม้วนหนัง) สักพักเขาก็เดินไปมา ความรู้สึกเราขณะนั้นมันดูแปลกๆ และถามในใจว่า จะเดินทำไม เขาเดินไปมาหลายเที่ยวจนรถไฟมา เราก็ไปขึ้นรถไฟ แต่ขึ้นคนละตู้กับชายคนนั้น เรานั่งไปสักพัก จนรถถึงสถานีก่อนที่จะเข้าอุโมงค์ข้ามแม่น้ำ east river ซึ่งใช้เวลาในอุโมงค์ประมาณ 4 นาที เราก็เห็นชายคนเดิมเดินหิ้วกระเป๋าแหวกคนที่ค่อนข้างแน่นมายังตู้ที่เรานั่งและยังเดินต่อไปจนสุดปลายตู้จึงหยุดทั้งๆที่ก็เห็นอยู่ว่าไม่มีที่ว่างให้นั่ง วินาทีสุดท้ายก่อนรถไฟจะออกจากสถานี เราตัดสินใจวิ่งออกจากรถไฟทันที แล้วมายืนใจเต้นตึกตั๊ก ภาวนาว่าอย่าให้เกิดอะไรเลย ไม่งั้นจะรู้สึกผิดไปจนตายแน่ เพราะ saw something but say nothing….หลังจากนั้นก็ต้องเตือนตัวเองว่าอย่าไปสนใจคำเตือนคนประกาศบนรถไฟมากนัก เดี๋ยวจะตื่นตูมและประสาทหลอนอย่างนั้นอีก

ในคืนฮัลโลวีน เรากับเพื่อนไปดูพาเหรดกันก็สนุกสนานกันดี แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังตัวไปด้วย เพราะบางคนก็กินเหล้าเมามายแล้วถือโอกาสมาร่วมขบวน หนุ่มสาวที่นี่ฟรีเซ็ก จนแทบจะเรียกได้ว่าเละเทะ ภาพคนกอดจูบกันข้างทางเกลื่อนตาและบางครั้งอุจาดตามากกว่าน่าดู และฮัลโลวีนก็เป็นอีกคืนของคนพวกนี้ ที่เราและเพื่อนๆหวาดผวามากที่สุดเห็นจะเป็นตอนที่ไปติดอยู่ในทางอุโมงสถานีรถไฟไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงเพราะคนแน่นตั้งแต่สถานีไปจนถึงถนนด้านนอก หลังจากเราและเพื่อนแยกย้ายกันกลับบ้านเรามาดูข่าวทีวี พบว่ามีการยิงกันที่ยูเนี่ยนสแควร์ที่เราเพิ่งจากมาหมาดๆ NYPD สอบพยานที่อยู่แถวนั้นได้ความว่าคนยิงใส่หน้ากาก จึงไม่มีใครเห็นหน้า คนที่โดนกระสุนบาดเจ็บในครั้งนี้มีถึง 4 คน ก็อีกแหละ ตกลงว่ามีตายบ้างหรือไม่เราก็ไม่ได้ตามข่าว อีกข่าวคือแก๊งเด็กวัยรุ่นรุมทำร้ายเด็กวัยรุ่นอื่นเพื่อไถเงินในคืนฮัลโลวีน
ข่าวท้องถิ่นที่นี่รายงานการฆ่ากันตายไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งเป็นการฆ่ากันที่ไร้เหตุผล อย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้มีสาวอเมริกันคนหนึ่งหางานทางอินเตอร์เน็ตโดยหาในเว็บไซต์ creiglist.com (ซึ่งเป็นเว็บเดียวกับที่เราหาที่พักในนิวยอร์ค) เธอเจอประกาศรับสมัครพี่เลี้ยงเด็ก เธอจึงโทรไปและบอกให้รูมเมทช่วยคุยให้ หลังจากคุยแล้วรูมมเทก็บอกเธอว่ามันดูแปลกๆ และชื่อที่ลงในประกาศก็ลงชื่อว่า army ซึ่งไม่น่าไว้ใจ แต่เธอก็ไม่เชื่อ ยืนยันที่จะไปเลี้ยงเด็กให้กับคนที่ลงประกาศนี้ หลังจากเธอออกจากบ้านไปโดยคาดหวังว่าจะเจอกับครอบครัวของเด็กที่เธอต้องไปเป็นพี่เลี้ยงเธอกลับโดนฆ่าหมกในรถของเธอเองแล้วขับไปทิ้งในที่ไกล ตำรวจตามจนเจอคนที่ลงประกาศในเว็บไซต์ เป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 19 ปี และจากการสอบสวนได้ผลเป็นที่น่าตกใจเพราะเขาบอกว่าเพื่อนๆก็ทำกัน เพราะว่ามันสนุกดี และ NYPD ที่นี่ก็ใช่ว่าจะนุ่มนวล เร็วๆนี้ตำรวจยิงเด็กวัยรุ่นอายุ 18 ตายเพราะเข้าใจว่าเขามีปืนในมือ เพื่อนบ้านครอบครัวเด็กคนนั้นก็เลยออกมาประท้วงการกระทำของตำรวจ ตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวว่า มีผู้หญิงที่อยู่ตึกที่เกิดเหตุโทรไป 911 บอกว่ามีคนพยายามทำร้ายเธอจึงโทรแจ้ง และในเทปเสียงสนทนาระหว่างโอปะเรเตอร์กับผู้หญิงคนนั้นมีเสียงเด็กหนุ่มคนนั้นแทรกเข้ามาขู่เป็นะยะๆว่าเขามีปืน เมื่อตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุ ได้บอกให้วางอาวุธ แต่ลักษณะที่เด็กหนุ่มแสดงตนเหมือนมีปืน (ทั้งๆที่ความจริงเป็นแปรงหวีผม) และกระโดดออกมาด้านนอกหน้าต่างบ้าน ตำรวจเลยยิงตาย ปรากฎว่าผู้หญิงคนที่โทรแจ้งเป็นแม่ของเด็กวัยรุ่นคนนั้นนั่นเอง และลูกชายวัยรุ่นของเธอสติไม่ค่อยดีนัก และในวันที่นั่งเขียนเรื่องนี้ก็เกิดเหตุเด็กชายผิวดำวัยเจ็ดขวบถูกยิงตายขณะปั่นจักรยานเล่นหน้าบ้าน ซึ่งตำรวจก็กำลังหาสาเหตุว่าเกิดได้อย่างไร แต่เหตุสลดในนิวยอร์คหลายๆครั้งก็เกิดจากคนต่างชาติที่มาอยู่ที่นี่ เช่นคนไต้หวันที่ตระเวณขายลูกอายุเพียงไม่กี่เดือน เพราะไม่มีเงิน และสามีได้หนีกลับประเทศ
ตึกรามบ้านช่องที่นี่ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นการพ่นสีสเปรย์ที่ทำให้ดูสกปรกเลอะเทอะ ตู้รถไฟที่เป็นกระจกใสๆมีการสลักหรือขูดเป็นตัวหนังสือ บดบังทิวทัศน์ที่สวยงามและเป็นอุปสรรค์ต่อการถ่ายรูปเมื่อรถไฟข้ามแม่น้ำ เป็นเรื่องที่ทำให้เราหงุดหงิดใจทุกที อีกที่เห็นจะเป็นป้ายสะพาน Williamsburg Bridge ที่ถูกพ่นสีเสียจนกลายเป็นป้ายประจานแทนความสวยงาม มีพ่อแม่คู่หนึ่งที่โดนจับปรับเนื่องจากเธอปล่อยให้ลูกสาวอายุเพียงสามสี่ขวบวาดรูปด้วยชอล์คสีไปทั่วหมู่บ้านไม่เว้นแม้แต่หน้าบ้านของเพื่อนบ้าน นักข่าวไปสัมภาษณ์หนูน้อยว่าทำไมถึงไปเขียนสีอย่างนั้น เธอตอบด้วยความไร้เดียงสาว่า เพราะเธอคิดว่ามันสวยดี การกินอาหารบนรถไฟที่นี่เป็นเรื่องปกติ บางทีถึงกับปาร์ตี้บนรถไฟก็มี ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น จริงๆตามกฎการใช้รถสาธารณะห้ามกินอาหาร เครื่องดื่ม และห้ามเปิดวิทยุ แต่ทุกอย่างที่ห้าม คนที่นี่ทำหมดเลย หากนั่งรถไฟเที่ยวดึกหน่อย บางสายที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดทุกเที่ยว จะพบทั้งแก้วกาแฟ ถาดและกล่องพิซซ่า ลอตโต้ และอีกสารพัดเศษขยะ หนังสือพิมพ์ที่นี่มีแบบที่แจกฟรีเยอะมาก แต่เนื้อหาข่าวน้อย ที่เหลือก็เป็นโฆษณา อย่างเราก็รับแจกทุกเช้าเพราะอย่างน้อยก็ได้รับรู้ข่าวเด่นๆ แต่คนที่นี่รับแล้ว อ่านแล้ว ก็ทิ้งไว้ทั่วไปไม่ว่าในรถไฟหรือที่สถานี หรือบางทีก็ข้างถนน การงัดประตูรถไฟเพื่อไม่อยากพลาดรถไฟเที่ยวนั้นๆเป็นเหตุการปกติที่ทำกัน และในบางสถานการณ์หากคนบนรถไฟไม่เอามือช่วยกันประตูให้คนที่กำลังวิ่งมาก็กลายเป็นไร้น้ำใจไป และบางคนถึงกับตะโกนด่าอย่างหยาบคาย มีอยู่ครั้งที่เราก็ขึ้นไม่ทันพร้อมๆกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอก็หันมาพูดกับเราว่าคนในรถไม่มีน้ำใจ แค่เอามือกันไว้เท่านั้น ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่รถไฟประกาศอยู่ทุกวันว่าการทำอย่างนั้นทำให้รถไฟดีเลย์ และผิดกฎหมาย แต่เราก็ไม่เห็นว่าใครจะมาว่าอะไรใคร การใช้รถไฟเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนที่นี่จนกลายเป็นความเคยชิน และชินชา และก็อาจเป็นสาเหตุให้ละเลยน้ำใจที่ควรมีให้กัน น้อยครั้งมากที่จะมีคนสละที่นั่งให้เด็กหรือคนแก่ ทั้งๆที่บางครั้งคนๆนั้นนั่งอยู่ที่กันสำรองให้คนเหล่านั้น ผู้คนที่นี่ไม่ค่อยมีรอยยิ้ม มีแต่สีหน้าเคร่งเครียด หรือไม่ก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือหลับ

คนเร่ร่อนที่นี่เยอะมาก นอนกันเกลื่อนไม่ว่าจะเป็นข้างทาง สถานีรถไฟ ว่ากันว่าคนเร่ร่อนประมาณ 50,000 คน ที่เป็นทหารผ่านศึก เนื่องจากคนพวกนี้หางานไม่ได้ อาจด้วยมีปัญหาด้านสุขภาพจิต และที่สำคัญรัฐบาลไม่ให้ความเหลียวแล มีอยู่หมู่บ้านหนึ่งเจ้าของบ้านทิ้งบ้านไว้เป็นเวลานาน ปรากฎว่ามีแก๊งเร่ร่อนทุบบ้านเข้าไปอยู่ แบบถาวร และสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้านที่อยู่ติดๆกัน เพราะมีการส่งเสียงดังเอะอะวุ่นวาย เมื่อคนในหมู่บ้านแจ้ง NYPD ถึงรู้ว่าคนที่อยู่คือพวกเร่รอนไม่ใช่เจ้าของบ้าน ข่าวหนึ่งที่ทำให้เราถึงกับอึ้งคือข่าวการลาออกของ NYPD จำนวน 1,000 คนเมื่อปีที่แล้ว (2006) เนื่องจากค่าตอบแทนต่ำไม่พอต่อการครองชีพ และเราเพิ่งรู้ว่าเงินเดือน NYPD น้อยกว่าเงินเดือนของคนเก็บขยะของรัฐนิวยอร์คเสียอีก คนอเมริกันหลายคนเคียดแค้นนักหนากับการเอาเงินไปทำสงคราม ทั้งสงครามอิรักและอาฟกานิสถาน อเมริกันใช้เงินไปแล้วถึง 1.6 ล้านล้านเหรียญ ($1.6 trillion) นั่นหมายความว่าเฉลี่ยต่อครัวเรือนของคนอเมริกันต้องเสียเงินไปกับการทำสงครามถึง $20,900 และมีการคาดการว่าหากสงครามยังยืดเยื้อต่อไปอีกจนถึงปี 2017 เฉลี่ยเงินต่อครัวเรือนที่ต้องใช้จะเพิ่มขึ้นถึง 46,400 ทีเดียว นี่เป็นแค่การประมาณการเงินที่รับรู้โดยทั่วไป แต่ว่ากันว่ายังมีเงินที่ใช้ไปในการทำสงครามอีกจำนวนมากที่ถูกปกปิดไว้ งบหลายอย่างต้องถูกตัดเพื่อนำเงินไปใช้ เช่นงบประมาณเพื่อการศึกษา และงบประมาณด้านสุขภาพประชาชน
การรักษาพยาบาลของคนที่นี่แพงหูฉี่ เพราะเป็นลักษณะธุรกิจมาก โฆษณายาต่างๆที่เป็นการรักษาเฉพาะมีให้เห็นได้ทั่วไปในทีวี เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ นอกจากนี้ก็เห็นได้ทั่วไปตามตู้รถไฟ ยาเหล่านี้ผู้บริโภคไม่สามารถหาซื้อได้เองต้องให้แพทย์สั่ง การโฆษณาก็มีในลักษณะที่ว่าให้ถามแพทย์ถึงยาตัวนั้นๆ ซึ่งหมายความว่าแพทย์ก็ได้ค่าคอมมิชชันเหมือนกัน คนที่นี่ต้องรับภาระโดยการซื้อประกันสุขภาพซึ่งราคาค่อนข้างสูง และที่เป็นเรื่องเป็นราวให้ถกเถียงกันมากมายคือรัฐบาลจะเอาสวัสดิการรักษาพยาบาลเด็กไปเข้าระบบประกันสุขภาพด้วยซึ่งหมายความว่าภาระของแต่ละครัวเรือนจะเพิ่มขึ้น มีการออกมาต่อต้านเพราะมองว่าเหมือนกับเอาเงินใส่พานไปให้บริษัทประกัน ตอนนี้ที่นี่กำลังกลัวโรคไข้หวัดระบาด ซึ่งทำให้เด็กหลายคนตายในปีนี้เขาเรียกว่า superbug หรือ staph ที่มาจาก staphylococcus จึงมีการณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีน ที่ตึกยูเอ็นก็มีการฉีดให้ฟรีกับคนที่ต้องการรับวัคซีนนี้ด้วยเหมือนกัน แต่เราไม่อยากฉีดเพราะกลัวไม่สบายจากผลข้างเคียง ใกล้กลับบ้านแล้วด้วย อีกอย่างวัคซีนนี้ต้องฉีดปีต่อปี ใช่อยู่ยาวซะเมื่อไหร่ ด้วยความดูหนังมาก ประกอบกับมองโลกในแง่ร้าย เราอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการโหมเพื่อการค้าหรือเปล่า เพราะหากเรารักษาร่างกายให้แข็งแรงก็เท่ากับมีภูมิต้านทานอยู่แล้ว ตอนแรกเพื่อนชาวแคมเมอรูนทำท่าว่าสนใจจะไปฉีดและมาชวนเราด้วย แต่พอเราอธิบายว่าอาจไม่สบายได้ โชคดีอาจแค่วันสองวัน โชคร้ายอาจเป็นอาทิตย์ ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน ก็ดูเหมือนเขาจะเปลี่ยนใจ ตามตู้รถไฟนอกจากโฆษณายาแล้ว ที่มีมากก็เห็นจะเป็นบริษัทว่าความ เช่น คดีฟ้องหย่า คดีพกพาอาอาวุธและสารพัดเรื่องที่บริษัทอธิบายถึงความชำนาญไว้
คนที่นี่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้พอต่อค่าครองชีพ แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมการกินดื่มที่นี่ดูจะดูดเงินจากกระเป๋าไปไม่น้อย ลุงอินเดียเล่าว่าเพื่อนลุงบางคนทำงานทั้งเดือนเพื่อที่จะเที่ยวบาร์และกินเหล้าเพียงคืนเดียว ผิดกับลุง จึงไม่น่าแปลกใจที่ลุงเก็บเงินจนซื้ออพาร์ทเม้นได้ วันหนึ่งมีช่างไฟมาซ่อมไฟที่บ้าน เขานึกว่าผู้เช่าชาวอเมริกันเป็นเจ้าของจึงพยายามจะตกลงราคากับคนนั้น ลุงต้องตะโกนบอกด้วยความหมั่นไส้ว่า ชั้นนี่แหละเป็นเจ้าของตัวจริง ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับช่างไฟผู้นั้นมากทีเดียว เสน่ห์ของนิวยอร์คอย่างหนึ่งว่ากันว่าคือการเที่ยวกลางคืน ไปงานปาร์ตี้ ดูละครบรอดเวย์ ซึ่งอย่างหลังนี่กำลังเป็นประเด็นเนื่องจากจะมีการปิดการแสดง จึงมีผู้ออกมาประท้วงกันมากมายทั้งคนที่อยู่ในวงเวียนธุรกิจนี้และคนที่หลงใหลคลั่งใคล้ละครบรอดเวย์ เนื่องจากตั๋วที่แต่ละคนซื้อเป็นชุดที่มีอยู่ในมือไม่สามารถใช้ได้ต่อไปนั่นเอง แต่อย่างไรก็ดีได้มีการคืนเงินให้กับผู้ซื้อ แต่ที่สำคัญเห็นจะเป็นความเป็นอยู่ของนักแสดงหลายร้อยพันชีวิตที่โลดแล่นอยู่บนถนนสายนี้ ประเด็นนี้ยังเป็นหนังเรื่องยาวที่มีการเสนอข่าวติดต่อกันทุกวัน แต่เรากับเพื่อนที่วางแผนว่าจะไปดูสักครั้งก็ต้องผิดหวังไปตามๆกัน นอกจากรายการข่าวแล้วเราชอบดูสารคดี เคยดูรายการสารคดีทางช่อง abc7 ซึ่งทุกวันศุกร์จะนำเสนอเรื่องเด็กจากทุกมุมโลก ที่เราเศร้าใจคือวันหนึ่งเป็นสารคดีเด็กไทยอายุแปดขวบที่เป็นนักมวย โดยนำเสนอในลักษณะที่ว่าเด็กถูกใช้แรงงาน แถมไอ้คนที่เป็นคนมาถ่ายทำรายการมานั่งให้สัมภาษณ์ไปบีบน้ำตาร้องไห้ไปด้วยความสงสารเด็กไทย เราดูแล้วอดเคียดแค้นไม่ได้ เพราะดูจากการถ่ายทำแล้ว เด็กที่เป็นต้นเรื่องคงไม่รู้แม้แต่น้อยว่ารายการจะออกมาในลักษณะนี้ เธอให้สัมภาษณ์และพาคนถ่ายทำไปที่บ้านด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส แถมอวดบ้านใหม่ที่เธอสร้างให้แม่เพราะเธอชนะการต่อยมวย ด้วยความภาคภูมิใจ หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนเด็กที่ทอดปาท่องโก๋ กับขายน้ำเต้าหู้ในรายการคนค้นคนที่หลายๆคนเคยดูไปน้ำตาไหลไปนั่นแหละ เพียงแต่นี่เขานำเสนอด้านเดียว จึงมองว่าเมืองไทยแย่มาก ละเมิดสิทธิเด็ก ที่สำคัญหลังจากรายการเด็กไทยคนนี้ มันต่อด้วยรายการเด็กอัฉริยะชาวอเมริกันน่ะสิ มันน่าโมโหมั๊ย

ข้าวของเครื่องใช้ของคนที่นี่ส่วนใหญ่นำเข้าจากเมืองจีน ทั้งของใช้ในชีวิตประจำวันและสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ใครที่เคยได้ของฝากจากนิวยอร์คแล้วเห็นคำว่า made in china ก็ไม่ต้องแปลกใจ ร้อยทั้งร้อยผลิตต่างประเทศทั้งนั้นและส่วนใหญ่กว่า 80เปอร์เซ็นต์ คือประเทศจีน เราถามป้าว่าเราอยากซื้อเข็มขัดหนังดีๆจะหาซื้อได้ที่ไหน ป้าบอกว่าของอเมริกาไม่มี มีแต่ของจีน แต่หากอยากได้ดีๆราคาสูงๆก็ต้องร้านนำเข้าจากอิตาลี แต่หากอยากได้ดีๆแบบไม่แพงมากให้กลับไปซื้อเมืองไทย อย่างไรก็ดีหากใครกระเป๋าหนักจริงๆก็มีของนำเข้าจากยุโรปให้ช้อปแบบหลากหลายและหรูหรา แถวๆไทม์สแควร์ ห้าง Macys 5thAvenue และ Lexington ราคาสูงชนิดที่เราเห็นแล้วจับไม่ลง (ของที่เอามากองแบบลดครึ่งราคา เหลือ 199 เท่าบ้านเราเลย เพียงแต่เป็นดอลลาร์) คนที่ยูเอ็นคนหนึ่งบอกว่านิวยอร์คไม่ใช่ที่ช้อปปิ้ง เธอลงทุนบินมากรุงเทพฯเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมานี่เองเพื่อช้อปปิ้งโดยเฉพาะ และเธอเอาภาพเขียนลายโบราณผืนใหญ่ที่ซื้อจากเมืองไทยไปติดไว้ที่ทางเข้าออฟฟิศ เราเห็นก็อดภูมิใจไม่ได้ เราเคยสงสัยว่าทำไมชาวต่างชาติชอบเมืองไทยนัก และหากใครเคยได้ยินข่าวที่ว่ากรุงเทพฯได้รับการจัดอันดับจากชาวต่างชาติว่าเป็นเมืองน่าเที่ยวอันดับต้นๆของโลก ก็ไม่ต้องแปลกใจอีกต่อไป
เท่าที่เล่ามาหวังว่าคงไม่ทำให้คนที่กำลังวางแผนมาเที่ยวนิวยอร์คต้องถอดใจ เพราะนี้คือด้านหนึ่งจากมุมมองเราคนเดียวเท่านั้นเอง นิวยอร์คยังมีอีกหลายเหลี่ยมหลายมุมที่น่าสนใจ จนบางทีมันก็เป็นสีสันที่ทำให้เราเองก็ลืมๆด้านมืดๆนี้ไปเหมือนกัน

Tuesday, November 6, 2007

UN Fellow Gangster


เที่ยวคนเดียวกับเที่ยวหลายคนก็สนุกกันคนละแบบ เที่ยวหลายคนดีอย่างคือ มีคนถ่ายรูปให้ โดยเฉพาะในการเที่ยวที่มีเวลาจำกัด ไม่ต้องแบกขาตั้งกล้องวิ่งไปวิ่งมาแบบเหนื่อยแทบสลบ ด้วยความที่กลัวไม่มีใครเชื่อว่ามาถึงแล้วจริงๆ หากไม่มีรูปไปยัน แก๊งเราตอนนี้มีทั้งหมด 6 คน คือ แอนดี้ จากอินโดนีเซีย ซึ่งซี้เราเลยเพราะทำงานห้องเดียวกัน ริชชี่จากฟิลลิปปินส์ คนนี้เป็นนักกฎหมายอารมณ์ศิลปิน วีระ จากบราซิล คนนี้หล่อรวย คริสโตเฟอร์จากแคมเมอรูนจอมเซ้นวิทีฟและเรื่องมาก แต่ตลก รอตดริกจากเบนิน คนนี้ ซื่อ จริงใจ เปิ่นบ้างเป็นบางครั้งแต่น่ารักดี








UN General Assembly







Great experience to participate in UN General Assembly both Law of the Sea Resolution, Fishereies Resolution, International Cout of Justice, ITLOS and etc.....

Halloween








วันฮัลโลวีนที่นี่สนุกดี มีคนออกมาตามท้องถนนมากมายด้วยเครื่องแต่งกายแปลกๆ โดยเฉพาะขบวนพาเหรด คนแน่นมากจนเราแทบจะแทรกตัวเข้าไปดูไม่ได้ แก๊งเราก็ตระเวณถ่ายรูปกับเขาไปทั่ว


It's time to relax after revising my research paper for last few weeks, and the right time for halloween. How fun it is, let's see my pictures!

Niagara falls















The wonderful time at niagara falls that difficult to explain how great it is....