Friday, January 4, 2008

สีสันบนรถไฟ

สีสันบนรถไฟ
นิวยอร์คเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันจากความหลากหลายของผู้คน ธุรกิจ และการดำเนินชีวิตที่ต้องพึ่งพารถไฟเป็นหลัก อพาร์ทเม้นที่เราอยู่ ติดกับสถานีรถไฟ มาวันแรกๆเรานอนไม่หลับเพราะเสียงรถไฟที่ดังเป็นระยะๆฟังคล้ายเสียงพายุ อยู่ๆไปกลายเป็นความเคยชิน วันไหนไม่ได้ยินเสียงรถไฟ กลับกลายเป็นความเงียบเหงารถไฟสายที่ผ่านหน้าบ้านเป็นสายเก่า (m train) ตู้ก็เก่า หากเป็นวันหยุดเขาจะเอาตู้ใหม่สาย L มาวิ่ง แต่วันธรรมดาตู้สาย L ต้องวิ่งเต็มพิกัด รถไฟสาย m มีน้อย เวลาคอยก็ต้องคอยนานหน่อย หากอากาศดีก็ไม่เป็นไร แต่พอเข้าหนาว การรอรถไฟดูจะเนิ่นนานกว่าปกติ และ m train ไม่ใช่ใต้ดิน การยืนโต้ลมหนาวคอยรถไฟจึงไม่ใช่เรื่องสนุกเลย หากหนาวมากๆเราก็จะรออยู่ที่สถานีด้านล่างเพราะมี heater คอยจนเสียงหวูดมาถึงจะเดินขึ้นไป เมื่อเร็วๆนี้รถไฟสายนี้ได้รับการจัดลำดับต่ำสุดจากประชาชนคือเกรด C การรถไปนิวยอร์คเสนอขึ้นราคาค่าโดยสารในปีหน้า แต่ก็อยู่ระหว่าง public hearing ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนว่าไม่น่าขึ้น เพราะบริการไม่ดีเท่าราคาค่าโดยสาร ที่ทำให้การรถไฟเสียหน้าไปหน่อยก็เห็นจะเป็นระหว่างที่เรื่องนี้เป็นประเด็น รถไฟสาย m เกิดอุบัติเหตุมีผลให้มีคนบาดเจ็บไปกว่าสิบคน ยิ่งทำให้คนไม่เห็นด้วยกับการขึ้นราคากันเข้าไปใหญ่ แต่การรถไฟบอกว่าหากขึ้นราคาก็จะมีเงินมาสนับสนุนการบริการได้มากขึ้น ก็ว่ากันไป
หากจะหาแฟชั่นในนิวยอร์คก็ดูได้จากผู้คนบนรถไฟ หน้าหนาวส่วนใหญ่ผู้คนก็จะใส่เสื้อผ้าสีออกดำๆ ทึมๆ มองไปทั้งตู้ก็จะดำไปหมด ยิ่งทำให้หน้าขาวๆยิ่งดูซีดเข้าไปใหญ่ นอกจากวันไหนมีสาว-หนุ่ม ญี่ปุ่น หรือเกาหลี โผล่เข้ามาสร้า งสีสีนแบบหวานๆแบบเขียว ชมพู พร้อมด้วยทรงผมแบบเปรี้ยวจี๊ดสีแปร๊ดๆ บางทีเราก็เห็นสาวญี่ปุ่นใส่ท้อปบูทสูงถึงเข่า แต่ใส่กางเกงยีนส์สั้นจู๋ ดูแปลกตาและเป็นจุดเด่นไม่น้อย คนที่นี่เองมีทรงผมไม่ค่อยหลากหลายมาก ที่เตะตาก็พวก deadlock ของคนผิวดำ ที่ต้องทำอย่างนั้นเพราะผมเขาหยิกมากจริงๆ บางคนที่เป็นผู้ชายก็เลยนิยมตัดแบบล้านเลี่ยนไปเลย หรือบางทีก็ใส่หมวกไหมพรมปิดไว้ที่ต่อมากลายเป็นแฟชั่นฮิตในกลุ่มวัยรุ่นขาแร้ปทั้งหลาย แต่ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะถักเปีย deadlock อย่างที่ว่า และหากเป็นเด็กก็ใส่ลูกปัดเข้าไปพอเป็นสีสัน นอกจากนี้ที่เห็นบ่อยๆก็คงเป็น ทรงแบบเพิ่งตื่นนอน ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่รู้จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และที่เราชอบเห็นจะเป็นคนยิว ที่เขาแต่งกายเป็นเอกลักษณ์เหมือนกัน คือใส่สูทดำเชิ้ตขาว หูกระต่าย มีพู่ห้อยออกมาจากกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง หมวกทรงกะลา (bowler) และที่สำคัญจะมีเปียเล็กๆยาวๆที่หลังใบหูแล้วเอามาพันไว้รอบใบหูดูแปลกตาดี วันแรกที่เราเจอกลุ่มคนยิวบนรถไฟเราเข้าใจว่าเป็นฝาแฝด เพราะสองคนนั้นแต่งตัวเหมือนกัน แถมไว้เคราเหมือนกัน พอวันต่อๆมาสี่คน ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เจอบ่อยเข้าก็เริ่มรู้ว่าไม่ใช่ เพราะบางทีก็เจอเป็นกลุ่มๆ
ไม่ต้องแปลกใจหากแฟชั่นกระเป๋าถือของคนที่นี่ที่ส่วนใหญ่จะใบใหญ่ๆ ชนิดที่มีทุกอย่างอยู่ในนั้น เพราะว่ามันคือความจำเป็นสำหรับคนเมืองหนาว คือในกระเป๋ามีทั้งเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ ถุงมือ ที่สามารถหยิบมาใช้ได้ทันทีเมื่อคราวจำเป็น ขนมชิ้นเล็กๆที่ให้พลังงานเช่นจำพวกชอคโกแลต บราวนี่ ลูกอม และที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็นหนังสือ ซึ่งต่างคนก็มีขนาดต่างๆกันไป บางคนก็เล่มใหญ่ขนาดสตาร์วอส์สามภาครวมกัน แต่บางคนก็เป็นเล่มเล็กๆแบบพกพา หรือบางคนก็พึ่งพาหนังสือพิมพ์ที่มีแจกอยู่โดยทั่วไป คนใช้บริการรถไฟกับการอ่านหนังสือขาดกันไม่ได้ ร้านขายหนังสือที่สถานีรถไปจึงขายดิบขายดี ใกล้ๆสถานียูเนี่ยนสแควร์มีร้านหนังสือมือสองที่ทางร้านอ้างว่าใหญ่ที่สุดในนิวยอร์คอยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งเราว่ามันก็ใหญ่จริงๆ แต่จะใหญ่ที่สุดในนิวยอร์คหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ มีทั้งแผนกขายและรับซื้อ หนังสือดีๆเยอะมากและราคาถูก อย่างหนังสือที่ในชั้นที่วางเรียงรายอยู่โดยรอบร้านด้านนอกราคาตั้งแต่ ¢25 ¢50 ไปจนถึง $1 เท่านั้น บางคนก็ซื้อเป็นตั้งๆ บางคนก็มาเลือกไปครั้งละเล่มแล้วแต่สไตล์ เราสังเกตเห็นบางคนใช้ตั๋วรถไฟเป็นที่คั่นหนังสือ แบบของที่ต้องใช้คู่กันหากลืมอย่างหนึ่งก็ต้องลืมอีกอย่างแน่นอน
หากวันไหนที่พยากรณ์ว่าฝนจะตกแต่ละคนก็จะพกร่มติดตัว ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะหากไม่มี ใช่ว่าจะเปียกฝนอย่างเดียว ที่สำคัญจะหนาวมาก หากใครลืมก็หาซื้อได้สะดวกดาย เพราะคนขายของข้างทาง หรือแม้แต่คนแจกหนังสือพิมพ์อาจแปรปลี่ยนเป็นคนขายร่มได้ทันทีเมื่อฝนตก ราคาร่มที่ขายแถวสถานีรถไปก็มีราคาถูกแค่อันละ $3 เหรียญเท่านั้น หากเป็นร่มของผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นสีดำ จะมีด้ามจับงอๆ และใช้สำหรับแขวนได้ด้วย เราชอบฟังเวลาเขาตะโกนขายร่ม เพราะแต่ละคนก็มีทักษะในการเรียกลูกค้าต่างกัน คำว่า อัม-เบรล-ลา เหลือแค่ เบรลลาๆๆๆๆๆ รัวๆเร็ว และดังๆ ชนิดแข่งกับสายฝน ความหนาวเย็น และแข่งกันขาย
ในวันที่หนาวมากๆบางครั้งแทบไม่อยากออกจากรถไฟ เพราะอุ่นดี และในตู้รถไฟก็มีพวกวนิพกมาแสดงอะไรแปลกๆให้ดู เช่น กายกรรม บ้างก็เล่นไวโอลิน แอคคอเดียน หรือ ฮาร์โมนิการ์ บ้างก็เล่นสนุกจนคนทั้งตู้ตบมือร้องเพลงไปด้วย แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนมาแสดงแบบแกนๆเพื่อเอาเงินอย่างเดียว รวมทั้งขอทานเลยก็มี อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่ามีคนหนึ่งเหมือนแฮกริดในแฮรีพอตเตอร์ ซึ่งเราเจอเขาอีกบ่อยๆ อย่างที่สถานีก็มีวนิพกเยอะ ถ้าเป็นคนจีนก็เล่นซอซึ่งเราเจอคนนึงเล่นเพราะมากๆ หากเป็นกลุ่มศิลปินออกเทปเองก็เล่นเพลงของตัวเองเพื่อโปรโมทเทป และขายเทปไปด้วย แต่ก็มีพวกที่ตีถัง (ถังใส่สีที่เป็นพลาสติก) ซึ่งเราไม่เห็นว่ามันจะเพราะพริ้งตรงไหน ดีแต่เสียงดัง ตุ้งๆๆๆ ไปทั้งสถานี แต่บางทีเราก็เห็นเด็กวัยรุ่นผิวดำชายหญิงมาตั้งวงเต้นไปตามเสียงถังกันอย่างสนุกสนาน คนบนรถไฟมากกว่าครึ่งมีเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา ที่นิยมกันมากก็พวก ipodทั้งหลาย เสียงเพลงที่ดังออกมาจากหูฟังแทบจะทำให้คนข้างๆเต้นตามได้ เราว่านานไปคนนิวร์ยอคคงจะเป็นคนหูหนวกเพราะ ipod กันหมดแน่ๆ บางคนก็โยกหัวไปตามเสียงเพลงแบบสนุกส่วนตัว เราเคยเจอเด็กวัยรุ่นชายคนหนึ่งมีหูฟังเพลงครอบหูและเขาเต้นเหมือนตั้งใจไปสอบหรือแข่งเต้นหรืออะไรสักอย่าง เขาซ้อมเต้นบนรถไฟแบบไม่อายใครๆ และเขาเต้นดี พริ้วมาก ชุดที่ใส่ก็เป็นชุดวอร์มแนบเนื้อแบบนักเต้น ใส่รองเท้าผ้าใบ ขานี้เขาไม่ได้เต้นเพื่อขอเงินแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้เวลาบนรถไฟให้เป็นประโยชน์เท่านั้น และเป็นคนที่เราประทับใจมากกก อีกครั้งเจอสาวอเมริกันเต้นรูดเสาบนรถไฟ หากเป็นบ้านเราเป็นเรื่องที่น่าอับอายน่าดู แต่เห็นเธอก็เต้นอย่างสนุกสนาน
ในวันหยุด บางครั้งรถไฟก็เปลี่ยนตารางการเดินรถ หยุดวิ่ง หรือลดจำนวนรถลง บางครั้งหากหยุดวิ่งก็จะมีรถเวียน รับส่งคนไปตามสถานีต่างๆ ก็สะดวกดี เพียงแต่บางทีรถก็แน่นไปหน่อย บางครั้งหากเราไม่เช็คไปก่อนบางทีก็เสียเวลาหากบางสายหยุดวิ่งแล้วเราต้องเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางใหม่ รถไฟที่นี่เลยมีบริการส่งข่าวทางอิเลคทรอนิคส์เมลล์ โดยให้เข้าไปสมัครรับข่าวสารเส้นทางรถไฟหากมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะรถไฟที่นี่ไม่ค่อยตรงเวลา การเดินทางของเราจึงเป็นแบบไม่ต้องเช็คเวลารถไฟ คือเผื่อๆไว้เท่านั้นเอง แต่บางทีเราก็บ้าจี้ตามคนที่นี่ คือรีบวิ่งขึ้นรถไฟ แบบคนทั่วไปที่ไม่อยากพลาดรถไฟเที่ยวที่เร็วที่สุด จนหลังๆต้องเตือนตัวเองไม่ให้วิ่ง เพราะพอมานั่งจินตนาการว่าหากตกกระไดขาหักไปคงหมดสนุกไปเลย
รถไฟสายที่ใหม่หน่อยก็คงเป็นสายที่เป็นตัวเลข ยกเว้นสาย 7 ซึ่งเก่า (แต่ไม่เท่าสาย M) ส่วนสายที่เป็นตัวอักษรก็เก่าบ้างใหม่บ้างปนกันไป รถไฟสายใหม่ๆก็จะมีที่นั่งแบบเดียวกับรถไฟบ้านเราคือสองแถวยาวซ้ายขวา แต่แบบเก่าจะมีที่นั่งแบบรถเมลล์หันหน้าหันหลังและมีเก้าอี้เป็นตัวๆวางเรียงติดกัน ซึ่งเราว่าไม่ดี เพราะบางคนตัวใหญ่มากต้องนั่งคร่อมสองตัวก็ลำบาก หรือหากเขานั่งอยู่เราจะแทรกตัวเข้าไปนั่งก็ลำบาก ที่นั่งแบบใหม่ดีกว่า